วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558
D-HOUSE บ้านดีบ้านคุณภาพ โดย ดร.สมัย เหมมั่น: D-HOUSE บ้านดีบ้านคุณภาพ โดย ดร.สมัย เหมมั่น: วิ...
D-HOUSE บ้านดีบ้านคุณภาพ โดย ดร.สมัย เหมมั่น: D-HOUSE บ้านดีบ้านคุณภาพ โดย ดร.สมัย เหมมั่น: วิ...: D-HOUSE บ้านดีบ้านคุณภาพ โดย ดร.สมัย เหมมั่น: วิเคราะห์ การท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ และสถานที่... : วิเคราะห์ การท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบู...
D-HOUSE บ้านดีบ้านคุณภาพ โดย ดร.สมัย เหมมั่น: D-HOUSE บ้านดีบ้านคุณภาพ โดย ดร.สมัย เหมมั่น: วิ...
D-HOUSE บ้านดีบ้านคุณภาพ โดย ดร.สมัย เหมมั่น: D-HOUSE บ้านดีบ้านคุณภาพ โดย ดร.สมัย เหมมั่น: วิ...: D-HOUSE บ้านดีบ้านคุณภาพ โดย ดร.สมัย เหมมั่น: วิเคราะห์ การท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ และสถานที่... : วิเคราะห์ การท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบู...
d-house good
Innovations and Implementation D-HOUSE BOOK
innovationsandimplementation.blogspot.com/
คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 15/1/2015
Innovations and Implementation D-HOUSE BOOK ...
innovationsandimplementation.blogspot.com/.../innovations-and-implem...
คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 15/1/2015
d-house book thailand - โครงการจัดสรร บ้าน สิวารัตน์ ...
drsamaisiwarat9.blogspot.com/2014/08/d-house-book-thailand.html
คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 15/1/2015
บทความ > D-HOUSE BOOK [Engine by iGetWeb.com]
samaihemmansiwarat.igetweb.com/index.php?mo=1&c_art=327489
คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 1/12/2014
Dr.Samai D-HOUSE BOOK IN THAILAND - Google+
https://plus.google.com/105776300858483549714
คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้ 3 ครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ 15/1/2015
D-HOUSE BOOK ผลการค้นหาประมาณ 1180000000 รายการ
drsamaihemmanrochvilleuniversity.blogspot.com/.../d-house-book-1180...
d-house book in thailand ประวัติความเป็นมา - หน้าแรก
wpuuniversity.blogspot.com/2014/10/d-house-book-in-thailand.html
คุณไปที่หน้าเว็บนี้เมื่อ 25/12/2014
Innovations and Implementation D-HOUSE... - ดร.สมัย เหมมั่น ...
https://th-th.facebook.com/navytakaful/posts/311786472351792
D-House BOOK Thailand | Facebook
https://www.facebook.com/pages/D-House-BOOK.../646689575452719
คุณไปที่หน้าเว็บนี้เมื่อ 15/1/2015
Dr.Samai D-HOUSE BOOK IN THAILAND - YouTube
www.youtube.com/user/SamaiHemman
วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558
D-HOUSE GOOD 1
D-HOUSE GOOD
ดร.สมัย เหมมั่น - แชร์แบบส่วนตัว
53 นาทีที่ผ่านมา - D-HOUSE GOODวันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน: บ้านจัดสรรคุณภาพ ดี D-HOUSE GOOD Franchise guide 1. หาความรู้อย่างรู้ลึก รู้จริง แน่นอนว่า ถ้าคุณทำแฟรนไชส์โดยไม่มีความรู้จร...
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน: บ้านจัดสรรคุณภาพ ดี D-HOUSE GOOD Franchise guide 1. หาความรู้อย่างรู้ลึก รู้จริง แน่นอนว่า ถ้าคุณทำแฟรนไชส์โดยไม่มีความรู้จร...
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน: บ้านจัดสรรคุณภาพ ดี D-HOUSE GOOD Franchise guide 1. หาความรู้อย่างรู้ลึก รู้จริง แน่นอนว่า ถ้าคุณทำแฟรนไชส์โดยไม่มีความรู้จร...
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน: บ้านจัดสรรคุณภาพ ดี D-HOUSE GOOD Franchise guide 1. หาความรู้อย่างรู้ลึก รู้จริง แน่นอนว่า ถ้าคุณทำแฟรนไชส์โดยไม่มีความรู้จร...
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน: บ้านจัดสรรคุณภาพ ดี D-HOUSE GOOD Franchise guide 1. หาความรู้อย่างรู้ลึก รู้จริง แน่นอนว่า ถ้าคุณทำแฟรนไชส์โดยไม่มีความรู้จร...
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน: บ้านจัดสรรคุณภาพ ดี D-HOUSE GOOD Franchise guide 1. หาความรู้อย่างรู้ลึก รู้จริง แน่นอนว่า ถ้าคุณทำแฟรนไชส์โดยไม่มีความรู้จร...
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน: บ้านจัดสรรคุณภาพ ดี D-HOUSE GOOD Franchise guide 1. หาความรู้อย่างรู้ลึก รู้จริง แน่นอนว่า ถ้าคุณทำแฟรนไชส์โดยไม่มีความรู้จร...
D-HOUSE GOOD ประวัติและผลงาน
บ้านจัดสรรคุณภาพ ดี D-HOUSE GOOD Franchise guide
1.หาความรู้อย่างรู้ลึก รู้จริง
แน่นอนว่า ถ้าคุณทำแฟรนไชส์โดยไม่มีความรู้จริง ก็ย่อมไม่สำเร็จ ดังนั้นหากคุณต้องขยายธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ ขั้นตอนแรกต้องมีความรู้เรื่องระบบแฟรนไชส์เสียก่อน ซึ่งทางสมาคมแฟรนไชส์ไทย มีเปิดอบรมเรื่องการสร้างระบบแฟรนไชส์ 30 ชั่วโมง ทุกปี จัดเป็นประจำ ปีละ 1-2 ครั้ง ที่สามารถหาความรู้ได้จากการเข้าอบรมในโปรแกรมนี้
นอกจากนี้แล้วยังมีหนังสือ คู่มือการสร้างระบบแฟรนไชส์ ของสมาคมแฟรนไชส์ สามารถหาซื้อมาอ่านได้ จากเวป www.franchisefocus.co.th , หรืออาจจะหาผู้รู้ ที่มีประสบการณ์มาก่อนให้คำแนะนำ หรือ เข้าหาความรู้จากหน่วยงานของสมาคม และหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
2.ประเมินความเป็นไปได้
ไม่ใช่ว่าทุกกิจการคิดจะขายแฟรนไชส์ก็ขายได้ทันที กิจการที่จะขายแฟรนไชส์ได้นั้น ต้องมีความพร้อมในระดับหนึ่ง คือต้องเป็นกิจการที่มีกำไรมาแล้ว มีร้านสาขาอยู่บ้าง และมีอายุธุรกิจนานพอที่จะเอาประสบการณ์มาถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ ดังนั้น ก่อนที่กิจการใดก็ตามที่คิดจะขายแฟรนไชส์ต้องมีการวิเคราะห์ความเป็นไปใน ธุรกิจของตัวเองว่า พร้อมหรือยังและอยู่ในระดับใด ซึ่งการขายแฟรนไชส์โดยที่ยังไม่พร้อม จะไม่สำเร็จ และจะเกิดปัญหามากมายตามมา จนต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่ หรือเลิกไปเลย อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับหลายกิจการมาแล้ว
3.จัดระเบียบธุรกิจใหม่ หรือ ทำร้านต้นแบบ
ทุกกิจการย่อมต้องพัฒนาตลอดเวลา ดังนั้นก่อนการขายแฟรนไชส์ จะต้องมีการจัดระเบียบการดำเนินงานร้านเสียก่อน ส่วนที่ดีอยู่แล้ว ก็กำหนดขึ้นเป็นมาตรฐานการทำงาน สิ่งที่ยังไม่ดีก็จัดระเบียบใหม่ เพื่อสร้างความเป็นมาตรฐาน เพื่อให้ร้านต่อไปได้ปฏิบัติตาม อย่างเป็นรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้ได้คุณภาพสินค้า การบริการ และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้เหมือนกันทุกร้าน ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า ทำเป็นร้านต้นแบบ หรือสร้างเป็นร้านตัวอย่างในแบบที่ต้องการขายแฟรนไชส์ เพื่อศึกษารายละเอียดและผลตอบรับในทุกแง่มุม ถ้าจะให้ดีให้ร้านต้นแบบนั้นอาจบริหารจัดการโดยผู้อื่น ที่ไม่ใช่คุณเป็นเจ้าของร้าน เพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าถ้ามีการขายแฟรนไชส์ และดำเนินกิจการตามรูปแบบที่วางไว้ จะมีโอกาสสร้างกำไรให้กับกิจการได้อย่างต่อเนื่องในร้านต่อๆไป
4.ประมาณการ โครงสร้างทางการเงิน
ที่สำคัญยิ่ง ร้านต้นแบบนี้ จะนำมาใช้วางโครงสร้างทางการเงิน เช่น ถ้าการเปิดแฟรนไชส์ 1 แห่ง จะมีรายละเอียดในการลงทุนอย่างไร มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง จุดคุ้มทุนจะอยู่ลูกค้ากี่คน ยอดขายที่จะคุ้มค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่ตัวเลขประมาณเท่าไหร่ และเป้าหมายควรมีลูกค้าขั้นต่ำเท่าไหร่ โอกาสที่จะได้เงินลงทุนคืนประมาณกี่ปี และคุ้มไหม ที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะมาลงทุนทำธุรกิจนี้ ร้านต้นแบบจะทำให้ได้ภาพที่ชัดขึ้น และมีตัวเลขที่เข้าใกล้ความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งส่วนนี้ จะมีความสำคัญต่อการกำหนด การเก็บค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ (Franchise Fee) และ ค่าธรรมเนียมรายเดือน (Royalty Fee) ด้วย
5.สร้างแบรนด์ สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จัก
หน้าที่สำคัญของผู้ขายแฟรนไชส์ ก็คือการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เท่ากับเป็นการสร้างรายได้เข้าให้กับบริษัทแม่เอง หลายคนเดินผิดทาง มีจุดหมายขายแฟรนไชส์ เพื่อหวังค่าธรรมเนียมแรกเข้าอย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยไม่ได้เอาใจใส่ในการทุ่มทุน ทุมแรงในการสร้างแบรนด์ และทำการตลาดให้สินค้า-บริการ ของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้าในวงกว้าง ซึ่งจะนำมาสู่ยอดขายที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ให้กับร้านแฟรนไชซี่ และเป็น Key Success ที่จะย้อนกลับมาที่บริษัทแม่อย่างมั่นคงกว่า ในรูปของค่าธรรมเนียมรายเดือน ซึ่งรายได้ที่แท้จริงจากการทำระบบแฟรนไชส์ บริษัทผู้ขาย แฟรนไชส์ส่วนมาก ที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะขาดทักษะในการสร้างแบรนด์ หรือการทำการตลาดเพื่อสร้างเม็ดเงินเข้าร้านอย่างต่อเนื่อง
6.วางโรดเมฟ ในการขยายธุรกิจ
ผู้ที่ขายแฟรนไชส์ จะต้องมีแผนการอยู่ในใจว่าต้องการขยายธุรกิจอย่างไร เช่น เปิดเพิ่มในปีหน้า 100 สาขา หรือ ออกตัวแบบนิ่มๆไปก่อน 2 สาขา จะเห็นว่า การตั้งเป้าหมายทั้ง 2 แบบนี้ต่างกันสุดขั้ว การวางเป้าหมายมีความสำคัญ สำหรับกำหนดทิศทาง ว่ากิจการจะเดินไปอย่างไร จะทำอะไรบ้าง แค่ไหน อย่างไร เช่น การใช้งบการตลาด การเตรียมสรรหาพื้นที่ การจัดเตรียมบุคลากร การหาเงินทุน การทำการตลาดเพื่อขายแฟรนไชส์ เป็นต้น เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางเอาไว้
7.การจัดทำคู่มือ การอบรม และระบบตรวจสอบ เพื่อสร้างมาตรฐานธุรกิจ
คู่มือการดำเนินธุรกิจ คือ หัวใจของแฟรนไชส์ และเป็นกระบวนการที่ต้องมี ในการทำระบบแฟรนไชส์ คุณจะถ่ายทอดประสบการณ์ทางธุรกิจที่มีมานานนับสิบปีให้แก่ผู้อื่นได้อย่าง ไร และจะควบคุมการทำงานให้ราบรื่น มีมาตรฐานเดียวกันทุกแห่งได้อย่างไร จัดทำคู่มือดำเนินงาน งานอบรม การสร้างระบบการอบรม ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ ตามคู่มือที่กำหนดไว้ รวมไปถึงการสร้างระบบตรวจสอบ คือคำตอบ
นอกจากการจัดเตรียม ความพร้อมแล้ว ก่อนการขายแฟรนไชส์ ที่กล่าวมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำอีกเมื่อจะขายแฟรนไชส์ ก็คือ การทำสัญญาแฟรนไชส์ การทำเอกสารและสื่อเพื่อแนะนำธุรกิจแฟรนไชส์ การทำการตลาดสรรหาแฟรนไชซี่ การคัดเลือกแฟรนไชส์ การสรรหาทำเลเปิดร้าน การสร้างร้าน และการอบรม
และเมื่อมีการขายแฟรนไชส์ไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ การเปิดร้าน การ เป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินงานช่วงเริ่มต้น และสร้างระบบการสนับสนุนที่ต่อเนื่อง รวมไปถึง พัฒนาสิ่งใหม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า อย่างไม่หยุดยั้ง
Franchise D-HOUSE GOOD
D-HOUSE GOOD Franchise
วิเคราะห์
ดัชนีกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประจำสุดสัปดาห์ที่ 10 มกราคม 2558SHARE :
370 views10/1/2015ข่าวล่าสุด“แลนดี้ โฮม” เดินเครื่องปั๊มยอดขายปีแพะ
ชวนร่วมกิจกรรม จองเท่าไหร่ ลดเท่านั้น พร้อมรับฟรี iPhone6 “แลนดี้ โฮม”
เดินเครื่องปั๊มยอดขายปีแพะ vชวนชมไซต์ก่อสร้างจริง อัดโปรฯ ลดกว่า 2.2
ล้าน “แลนดี้ โฮม” ศูนย์รับสร้างบ้านอันดับ 1 เดินเครื่องปั๊มยอดขายปี 58
ยังเดินหน้าด้วยกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก โหมจัดอีเว้นท์ พร้อมแคมเปญเด็ดๆ
เพื่อกระตุ้นลูกค้าเร่งตัดสินใจสร้าง เผย 24 ม.ค.นี้ จัดอีเว้นท์แรก “LANDY
HOME SITE SEEING” ชวนลูกค้าชมไซต์ก่อสร้าง
เพื่อเรียนรู้ขั้นตอนการก่อสร้างบ้านจริง พร้อมอัดโปรฯ ชมแล้วจองก่อน 1
ก.พ. จองเท่าไหร่ ลดเท่านั้น, รับฟรี iPhone6 และลดราคาสร้างสูงสุดกว่า 2.2
ล้านบาท นางสาวภัทรา มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์
บริษัทแลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด #terramore นางสาวภัทรา มณีรัตนะพร
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์ บริษัทแลนดี้ โฮม (ประเทศไทย)
จำกัด ศูนย์รับสร้างบ้านอันดับ […] เอสซี แอสเสท ขอแนะนำโครงการ บูเลอวาร์ด
ทัสคานี ชะอำ-หัวหิน โครงการบ้านเดี่ยวติดทะเล ระดับพรีเมียม บริษัท เอสซี
แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอแนะนำโครงการ บูเลอวาร์ด ทัสคานี
ชะอำ-หัวหิน โดดเด่นด้วยทำเลบนถนนเพชรเกษม ริมชาดหาดหัวหินที่มีความยาวถึง
78 เมตร ทั้งยังสามารถพักผ่อนหรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ด้วยคลับเฮ้าส์
ส่วนกลาง ฟิตเนส และสระว่ายน้ำลอยฟ้าที่ขอบสระอยู่ระดับเดียวกับขอบฟ้า
หรือจะไปสัมผัสใกล้ชิดเกลียวคลื่นกับ Beach Front Swimming Pool
ภายใต้แนวคิดการออกแบบจากเอกลักษณ์ของ 4 บรรยากาศ จาก 4 เมือง
แห่งแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี ได้แก่ SIENA (เซียนา) :
บ้านเดี่ยวขนาดพื้นที่ใช้สอย 144 ตารางเมตร ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2
ที่จอดรถ
โดยได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบจากเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรม
ที่ปลูกไล่ระดับกับเนินเขา อิ่มเอมกับบรรยกาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน
ราคาเริ่มต้น 7 ล้านบาท #terramore LUCCA (ลุคคา) : […]
เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ปี 2558 THAILAND TOURISM FESTIVAL : TTF 2015
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)
ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้จัดงาน เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 35
(THAILAND TOURISM FESTIVAL) ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร
เพื่อกิจกรรมหนึ่งเปิดตัว”ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558″ ตามนโยบายรัฐบาล
เสมือนยกเมืองไทยมาไว้ที่สวนลุพินี วัตถุประสงค์ 1.
เพื่อนำเสนอสร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ในด้านเอกลักษณ์
วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นจากทุกภูมิภาคของประเทศ
และปลูกฝังความภาคภูมิใจในความเป็นชาติสู่นักท่องเที่ยวในและต่างประเทศ 2.
เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการเดินทางเชื่อมโยงให้เกิดการเดินทางกระจายไป
ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ 3.
เพื่อนำเสนอสินค้าท่องเที่ยวเด่นที่มีคุณภาพและน่าดึงดูดใจให้เป็นทางเลือก
ใหม่ 4.
เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวให้กับประชาชนทั่วไปและบุคคลใน
สาขาอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการตลาดสมัยใหม่ Modern Marketing 5.
เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองปีการท่องเที่ยววิถีไทย ปี 2558 / 55 ปี
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย / 90 ปี สวนลุมพินี “ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558″
ร่วมแต่งไทยให้สนั่นเมืองไปเที่ยวงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ปี […]
ดัชนีกลุ่ม : พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ TerraBKK Research ขอ Update
บทวิเคราะห์ทางเทคนิค
ทั้งกราฟรายวันและกราฟรายสัปดาห์ในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ประจำสุดสัปดาห์ที่ 10 มกราคม 2558 ดังนี้ ดัชนีปิดสุดสัปดาห์ที่บริเวณ
296.97 จุด กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลงเป็นระยะเวลากว่า 10 สัปดาห์
ลดลงประมาณ 40 จุด แนวโน้มของดัชนีในระยะยาวได้เปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง
(Tenkan ตัด Kijun ลงมา)
แต่แนวโน้มขาลงยังไม่ชัดเจนมากนักเนื่องจากแท่งเทียนยังสามารถเกาะเส้นแนว
โน้มได้อยู่
ดัชนีสุดสัปดาห์นี้สามารถปิดด้วยแท่งเขียวใหญ่ยืนเหนือเส้นแนวโน้ม Kijun
และ Tenkan ได้ แต่ในขณะที่ RSI ลงต่ำกว่า 50
แสดงถึงความไม่แข็งแรงของแนวโน้มในระยะยาวเท่าที่ควร TerraBKK Research
จึงมองว่า สำหรับนักลงทุนระยะยาวไม่ควรลงทุนในช่วงนี้
ควรรอสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้มที่แข็งแรงกว่านี้เข้ามาก่อนจึงค่อยตัดสิน
ใจกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง การลงทุนในตลาดเราจะยึดหลัก “The trend is your
friend” เสมอ เราจึงไม่เทรดสวนแนวโน้มตลาด (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)
สำหรับการลงทุนระยะสั้น ในระยะ Time Frame Day
ดัชนีปรับตัวลงมาแรงพอสมควรในช่วงหลายวันที่ผ่านมาแนวโน้มปัจจุบันแนวโน้ม
ยังคงเป็นขาลงอยู่ (Down Trend) แต่ดัชนีกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้
Rebound ขึ้นยืนเหนือเส้นแนวโน้ม Kiijun และ Tenkan
ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการกลับตัวอีกครั้งหนึ่ง ในขณะเดียวกัน RSI
ก็กำลังกลับไปยืนเหนือ 50 พร้อมกับ MACD
ตัดสัญญาณขึ้นซึ่งเป็นสัญญาณการกลับตัวที่น่าสนใจ
ถ้าจะให้ดีควรรอให้แนวโน้ม (Trend)
กลับตัวเป็นขาขึ้นก่อนจึงจะน่าสนใจลงทุนที่สุด (Tenkan>Kijun)
เนื่องจากปัจจุบันโมเมนตัมยังไม่แข็งแกร่งมากนัก สำหรับกลยุทธ์การลงทุน
TerraBKK Research ขอแนะนำว่า
คนที่รับความเสี่ยงได้หน่อยอาจจะลองเข้าซื้อดูก็ได้เนื่องจากสัญญาณต่างๆดู
ค่อนข้างดีขึ้น แต่สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ไม่ค่อยมากยังไม่ควรลงทุน
ควรรอสัญญาณกลับตัวของแนวโน้มให้ชัดก่อนจึงค่อยกลับมาลงทุน – เทอร์ร่า
บีเคเค (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย) indicator definition by investopedia.
Moving Average Convergence Divergence – MACD : “A trend-following
momentum indicator that shows the relationship between two moving
averages of prices. The MACD is calculated by subtracting the 26-day
exponential moving average (EMA) from the 12-day EMA. A nine-day EMA of
the MACD, called the “signal line”, is then plotted on top of the MACD,
functioning as a trigger for buy and sell signals.” Relative Strength
Index – RSI : “A technical momentum indicator that compares the
magnitude of recent gains to recent losses in an attempt to determine
overbought and oversold conditions of an asset.” Average Directional
Index – ADX : “An indicator used in technical analysis as an objective
value for the strength of trend. ADX is non-directional so it will
quantify a trend’s strength regardless of whether it is up or down. ADX
is usually plotted in a chart window along with two lines known as the
DMI (Directional Movement Indicators). ADX is derived from the
relationship of the DMI lines.” บทความโดย : TerraBKK ข่าวอสังหาฯ
บ้านคุณภาพดี-ถนนสวย-รถไม่ติด-ใก้ลห้างใหญ่-รถไฟฟ้าสะดวก- บ้านสิวารัตน์ บางบัวทอง-ไทรน้อย t. 099-147-5515 maikub01@yahoo.com
ตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ 2558
ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th; www.facebook.com/dr.sopon4
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th; www.facebook.com/dr.sopon4
ภาษีที่เรากำลังหวาดหวั่นก็คือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
เพราะทุกครั้งที่มีการเสียภาษีเพิ่ม ก็เหมือนถูก "ปล้น" หรือเรียกไพเราะว่า
"ถอดขนห่าน" แต่ผมอยากย้ำว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยิ่งให้
ยิ่งได้จริงๆ
อสังหาริมทรัพย์ปี 2558 จะเป็นปีทอง?
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2557 (มกราคม - สิงหาคม 2557) มีการเปิดตัวโครงการใหม่ถึง 272 โครงการ เฉลี่ยเดือนละ 34 โครงการ รวม 77,626 หน่วย มูลค่า 235,515 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหน่วยละ 3.034 ล้านบาท หากประมาณการทั้งปี 2557 น่าจะมีหน่วยขายเปิดใหม่ 105,571 หน่วย รวมมูลค่า 320,300 ล้านบาท หรือหน่วยละ 3.028 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่มีหน่วยเปิดใหม่ 131,645 หน่วย ที่มูลค่า 385,447 ล้านบาท จะพบว่าในปี 2557 ทั้งปีนี้ จะมีหน่วยขายเปิดลดลงประมาณ 20% และมูลค่าการพัฒนาลดลงประมาณ 17% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ณ กลางปี 2557 ที่คาดว่าตลอดปี 2557 นี้หน่วยขายเปิดใหม่ จะลดลงประมาณ 24% และมูลค่าการพัฒนาลดลงประมาณ 28% แสดงว่าสถานการณ์หลังความวุ่นวายทางการเมืองในครึ่งหลังปี 2557 ดีชึ้นกว่าครึ่งปีแรก
ส่วนที่ระบุว่า "ในปีหน้าจะเป็นปีทองของอสังหาริมทรัพย์ที่จะเติบโตดีที่สุดในรอบ 16-20 ปี โดยมีปัจจัยบวกมาจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่คาดว่าจะแล้วเสร็จปีหน้าหลายสาย ทำให้กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้น และการเปิดเออีซี" นั้น มีข้อเห็นแย้งคือ
1. ที่ว่ารถไฟฟ้าที่จะเสร็จในปี 2558 นั้น อาจยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากความล่าช้า หรือแม้สร้างเสร็จแล้ว ที่ผ่านมาก็เปิดวิ่งไม่ได้ ทำให้ไม่เกิดผลชัดเจน
2. การเสร็จของรถไฟฟ้า ไม่ได้ทำให้กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้นแต่อย่างใด
3. การเปิดเออีซีก็จะเริ่มในปี 2559 ไม่ได้ส่งผลในช่วงปี 2558 แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามอสังหาริมทรัพย์ปี 2558 น่าจะดีกว่าปี 2557 เพราะหมดปัจจัยทางการเมือง อาจกล่าวได้ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่าน มาทำลายเศรษฐกิจย่อยยับไปถึง 420,000 ล้านบาท ทั้งนี้คำนวณจากว่ารายได้ประชาชาติของไทยเท่ากับ 12 ล้านล้านบาท ในปี 2557 ซึ่งควรจะเติบโตราว 5% เช่นเดียวกับประเทศอื่นในอาเซียน แต่กลับลดลงเหลือ 1.5% เพราะการที่ประเทศไทยเราไม่อาจรอมชอมกันได้ ไม่สามารถตกลงในแนวทางสันติวิธีด้วยการเลือกตั้งได้เช่นทั่วโลก และมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยไร้ขื่อแปยาวนานถึง 8 เดือน ดังนั้นเศรษฐกิจจึงทรุด
การทรุดลงไปถึง 3.5% (5% ที่คาดหวัง ลบด้วย 1.5% ที่ประมาณการสำหรับปีนี้) ของ 12 ล้านล้านบาท จึงเท่ากับเงินหายไปจากระบบประมาณ 420,000 ล้านบาท การนี้จึงทำให้กำลังซื้อหดตัวลง ข้อดีคือไม่เกิดฟองสบู่ ส่วนข้อเสียคือกำลังซื้อฝืดลง การวางแผนทางการเงินและการขายของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินต้องเพิ่มความระมัด ระวัง เพราะมีความเสี่ยงในการขายช้าลงกว่าแต่กว่า
อาจกล่าวได้ว่าในปี 2558 แม้น่าจะเติบโตกว่าปี 2557 แต่ก็ยังไม่เกิดฟองสบู่ แต่มีข้อเตือนภัยสำคัญก็คือ
1. การประกาศกฎอัยการศึก ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามาประเทศไทยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีบางฝ่ายอ้างว่าการมีกฎอัยการศึก ทำให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น แต่ก็อาจไม่จริง ยังมีการข่มขืน ภาคใต้ประกาศกฎอัยการศึกมานาน ก็ยังไม่สงบ ที่สำคัญนักท่องเที่ยวย่อมตระหนักดีว่า หากประเทศสงบจริง จะคงกฎอัยการศึกไว้ทำไม ด้วยกฎอัยการศึกนี้จึงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในรอบ 8 เดือนแรกของปี 2557 ลดลงถึง 16% หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จำนวนนักท่องเที่ยวคงหายไป 4 ล้านคน และในความเป็นจริงควรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2 ล้านคน ดังนั้นก็เท่ากับนักท่องเที่ยวหายไป 6 ล้านคน ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหดตัวเป็นอย่างหนัก โดยคนหนึ่งใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยว 40,000 บาท ก็เท่ากับเงินหายไป 240,000 ล้านบาท
2. หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้โอกาสการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์จะลดลง กำลังซื้อที่คาดว่าจะมีก็อาจ "เหือดหาย" ไปในปี 2558 ก็ได้ บริษัทพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ที่คาดการณ์ว่าจะเปิดตัวโครงการมากมายในปี 2558 อาจ "ผิดแผน" และต้องปรับตัวใหม่ก็ได้
3. การส่งออกคงไม่เจริญเติบโต ทำให้เศรษฐกิจไม่มีเงินหมุนเวียนจากต่างประเทศ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งหดตัวลง ประเทศจะเจริญได้ต้องอาศัยการส่งออก ไม่ใช่อาศัยนโยบาย "อัฐยายซื้อขนมยาย" อย่างเด็ดขาด การส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นเพียงนโยบายชั่วคราวแบบ "ไฟไหม้ฟาง"
4. การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งในปัจจุบันแข่งขันกันปล่อยกู้กันอย่างมาก สถาบันการเงินหลายแห่งให้กู้ สูงถึง 100% หรือ 110% ของมูลค่าตลาด ซึ่งหากเกิดวิกฤติเงินฝืดขึ้นมา ก็อาจทำให้สถาบันการเงินล้มลงเช่นในยุคก่อนได้
5. ยิ่งกว่านั้นหากเกิดความไม่สงบรอบใหม่เพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจได้อย่างได้ผลชะงัด จริงตามที่อาสามาทำงาน ก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงและความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
การวางแผนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการวางแผนการซื้ออสังหาริม ทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย การลงทุนจึงต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
ราคาที่ดินจะเป็นอย่างไร
ราคาที่ดินที่มีขายสูงถึง 1.9 ล้านบาทในช่วงปลายปี 2557 นั้น ตามสถิติการซื้อขายล่าสุดมีซื้อถึง 1.7 ล้านบาทต่อตารางวาโดยบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง เพื่อนำไปพัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย อย่างไรก็ตามราคาที่มีการประกาศขายมี สูงถึง 2.0 ล้านบาทหรือมากกว่านี้ต่อตารางวาด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามราคาสูงสุดที่ควรจะ เป็นตามมูลค่าตลาดหรือศักยภาพที่นำไปใช้ประกอบการในเชิงพาณิชย์นั้น ควรเป็นราคาประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา ณ บริเวณรอบๆ รถไฟฟ้าสยามสแควร์ เพลินจิต และชิดลม ส่วนบริเวณรอบสถานีรถไฟฟ้านานา อโศก ยังลดหลั่นลงมา ไม่ถึง 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา
ฐานในการคำนวณมูลค่าที่ควรจะเป็นพิจารณาจากการประกอบการเป็นศูนย์ การค้าที่สามารถเช่าได้ในราคาประมาณ 3,500 - 5,000 บาท ซึ่งน่าจะเป็นการพัฒนาที่สะท้อนถึงมูลค่าที่ดินที่ประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา หากซื้อที่ดินในราคานี้ไปพัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย ก็น่าจะต้องขายในราคามากกว่า 220,000 บาทต่อตารางเมตร อย่างไรก็ตามในปัจจุบันในเขตกรุงเทพมหานครมีอาคารชุดพัก อาศัยที่ขาย ณ ราคาเกือบ 400,000 บาทต่อตารางเมตรในบางทำเลที่มีข้อได้เปรียบโดนเด่นพิเศษ
เมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินทางราชการที่ประเมินโดยกรมธนารักษ์ ราคาประเมินสูงสุดเป็นเงินตารางวาละ 850,000 บาทในพื้นที่สีลม ซึ่งศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ประเมินไว้ตามราคาตลาดประมาณ 1.4 ล้านบาท หรือต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 39% ส่วนพื้นที่ที่ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ประเมินไว้สูงสุด 1.7 ล้านบาทบริเวณสยาม เพลินจิตชิดลมนั้น ทางราชการประเมินไว้เป็นเงิน 800,000 บาท หรือ เพียง 47% ของราคาตลาดเท่านั้น
ราคาประเมินของทางราชการจึงไม่สามารถนำไปซื้อขายได้ในตลาดเปิด เพราะไม่ได้สะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริง และแม้ในบางบริเวณราคาประเมินทางราชการจะปรับเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่ารอบ 4 ปี แต่ก็ยังไม่อาจปรับได้ทันราคาตลาดที่แท้จริง ราคาประเมินทางราชการเป็นเพียง ราคาเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และไม่มีสัดส่วนที่แน่นอนระหว่างราคาประเมินทางราชการกับราคาตลาดแต่อย่างใด
หากพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงราคาของที่ดินบริเวณต่าง ๆ
จะพบข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ
ราคาที่ดินที่บริเวณรถไฟฟ้ามีการปรับตัวสูงขึ้นมาก
โดยเฉพาะสยามสแควร์ซึ่งปรับตัวสูงขึ้น 325% ในรอบ 20 ปี
สีลมมีรถไฟฟ้าสายเดียว จึงปรับตัวขึ้น 211% ในรอบ 20 ปี ส่วนเยาวราช
ซึ่งเคยมีราคาสูงสุด กลับปรับตัวเพิ่มเพียง 71%
เพราะยังไม่มีรถไฟฟ้านั่นเอง กรณีนี้พบได้ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง
เอกมัย กับกล้วยน้ำไท และระหว่างรัชดาภิเษก (ห้วยขวาง) กับถนนพระรามที่ 9
ที่ไม่มีรถไฟฟ้านั่นเอง
ท่องเที่ยวไม่แจ่มใส เศรษฐกิจและอสังหาฯ ชลอ
ในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2557 จะพบว่า นักท่องเที่ยวจากจีนยังมาเป็นอันดับ 1 คือ 3,097,436 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนที่มา 3,748,703 ล้านคนถึง 17.37% มาเลเซียก็เข้ามาลดลงจากเดิมถึง 19.28% ญี่ปุ่นและเกาหลีก็เข้ามาน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก รวมทั้งอินเดียและสิงคโปร์ การที่นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ "กระเป๋าหนัก" เข้ามาน้อยลง ย่อมทำให้การใช้จ่ายในประเทศไทยน้อยลง ตารางต่อไปนี้แสดงถึงอันดับ 20 ประเทศแรกที่เข้ามาเที่ยวไทยมากที่สุดในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมาของปี 2557
เมื่อประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงอีก 3
เดือนที่เหลือ หากประมาณการว่าจะมีเท่ากับช่วงเดียวกันของปี 2556
ก็จะมีนักท่องเที่ยวมา 24,534,039 คนหรือลดลงจากปีก่อน 7.6%
แต่ถ้าประมาณการว่าใน 3 เดือนหลังนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 5% และ 10%
ของปีก่อน ก็จะได้นักท่องเที่ยวจำนวน 24,185,487 คนและ 23,836,535 คน
หรือลดลง 8.9% และ 10.2% ตามลำดับ แต่หากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน
10% เพราะไม่มีปัจจัยลบทางการเมือง ก็น่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา
29,201,398 ล้านคน ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้แล้ว
จากตัวเลขการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวในปี 2556 พบว่า
นักท่องเที่ยวใช้เงิน 43,824 บาท ก็อาจอนุมานได้ว่า ในปี 2557
จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวหายไปในระหว่าง 88,204 ล้านบาท 103,488 ล้านบาท
ถึง 118,771 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากสมมติว่าปี 2557 น่าจะดีกว่าปี 2556
อยู่ 10% คือมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็น 29,201,398 คนแทนที่จะเป็น
26,546,725 คนในปี 2556 และแต่ละคนใช้จ่าย 43,824 บาท
ก็เท่ากับว่าเราสูญเสียรายได้ที่ควรจะเป็นไป 116,338 ล้านบาท ถ้าเทียบกับปี
2556
อย่างไรก็ตามโดยที่ในความเป็นจริงปี 2557 แย่กว่าปี 2556 ตามสมมติฐานที่ 1, 2 และ 3 (2557/1, 2557/2 และ 2557/3) ก็เท่ากับว่าเราสูญเสียรายได้ที่ควรได้จากการท่องเที่ยวไปราว 204,542 - 235,110 ล้านบาท ดังนั้นการสูญเสียโอกาสเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดความฝืดเคืองในระบบเศรษฐกิจของไทย การที่จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลง ทำให้การใช้โรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวและบันเทิงน้อยลง คนจะตกงานมากขึ้น เศรษฐกิจก็จะไม่ดี และทำให้การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ท่องเที่ยวก็จะลดลงโดยเฉพาะในกลุ่ม คนทำงานซึ่งเป็นคนไทยจากต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานในพื้นที่จะลดลงไปตามลำดับ ด้วย
การท่องเที่ยวจึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยในปี 2557 จะชะลอตัวลง การเปิดตัวของอสังหาริมทรัพย์ที่หวังจะให้สามารถขายได้ตามแผนในเวลาอันสั้น อาจจะต้องยืดเวลาออกไปบ้าง ต้องกันความเสี่ยง (Risk Premium) ไว้ระดับหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดความสุ่มเสี่ยงในการลงทุนจนเกินไป
การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินของโครงการอสังหาริมทรัพย์ นั้น นอกจากจะใช้เพื่อการวางแผนการพัฒนาโครงการแล้ว ยังใช้เพื่อการขอรับสินเชื่อจากสถาบันการเงินอีกด้วย และในปัจจุบัน การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มักต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงินเป็นสำคัญ
สถาบันการเงินจะวิเคราะห์สินเชื่ออย่างไร เป็นประเด็นสำคัญที่การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินจำเป็นต้องพิจารณา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการวิเคราะห์สินเชื่อ โครงการที่มีความเป็นไปได้ทางการเงินจริงเท่านั้นจึงจะได้รับการอำนวยสิน เชื่อจากสถาบันการเงิน ไม่เช่นนั้นสถาบันการเงินนั้น ๆ ก็อาจประสบความล้มเหลวได้ บางส่วนของการวิเคราะห์สินเชื่ออาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเงินโดยตรง แต่ส่วนมากจะเกี่ยวข้อง และแม้ในส่วนที่เกี่ยวกับการตลาดและอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่ผู้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินจะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ
การศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน และการวิเคราะห์สินเชื่อพร้อมกับการอำนวยสินเชื่อจึงพึงศึกษาไปด้วยกัน และทำให้กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินมีความสมบูรณ์แบบและใช้ได้ จริงในภาคปฏิบัติจากการพิจารณาข้อคำนึงถึงต่าง ๆ ในกระบวนการอำนวยสินเชื่อ ซึ่งเริ่มต้นที่การวิเคราะห์สินเชื่อ โดยหลักการวิเคราะห์สินเชื่อ 5C การวิเคราะห์สินเชื่อเป็นส่วนหนึ่งการวิเคราะห์ความเสี่ยง ในที่นี้ใช้หลัก 5C ได้แก่ Character, Capital, Capacity, Collateral และ Condition ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
1. Character: ผู้กู้ ลูกค้า ที่มาขอกู้เงินจากสถาบันการเงินควรเป็นคนซื่อสัตย์ น่าเชื่อถือ มีความตั้งใจจริง และมีฐานะทางด้านการเงินดีพอ นอกจากนี้ยังต้องเป็นคนที่มีความรู้และประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตไปได้ตลอดรอดฝั่ง ในการวิเคราะห์ผู้กู้ จากภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และบริษัทขนาดใหญ่ก็อาจจะแตกต่างกันไปพอสมควร ธุรกิจขนาดเล็กกว่าอาจมีความเสี่ยงมากกว่า ขณะเดียวกันธุรกิจขนาดใหญ่ก็อาจมีความสลับซับซ้อนทำให้การวิเคราะห์ยากลำบาก อาจไม่สามารถวิเคราะห์ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง
2. Capital: เงินลงทุน เงิน ลงทุนที่เพียงพอของผู้กู้แสดงถึงความมั่นใจของสถาบันการเงินต่อผู้กู้ และยังแสดงถึงความมุ่งมั่นและผูกพันกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มาขอกู้อีก ด้วย ดังนั้น ในการวิเคราะห์จึงมุ่งไปที่เงินทุนของตนเอง (Share Capital / Owners’ Equity) ที่มาร่วมลงทุนกับโครงการในสัดส่วนที่สูงเพียงพอที่จะไม่ทำให้ความเสี่ยงทาง การเงิน (Financial Risks) ของโครงการสูงมากจนธนาคารรับไม่ได้ ประเด็นนี้จึงให้ความสำคัญแก่การ วิเคราะห์สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ของโครงการ ตามที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้
ในเรื่องรายละเอียดของสัดส่วนหนี้สินต่อทุนนั้น ผู้ประกอบการมักต้องการให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงด้วยเหตุผลที่จะได้มีเงิน เพียงพอใช้สอยอย่างคล่องตัว และเป็นความน่าเชื่อถือประการหนึ่งที่มีเงินหมุนเวียนสูง อีกทั้งยังทำให้ใช้เงินตนเองน้อยลง ส่งความเสี่ยงไปที่สถาบันการเงินเป็นหลัก แต่ข้อเสียก็คืออาจมีการนำเงินไปใช้ผิดประเภท หรือ ทำให้ผู้กู้ประมาทได้
แต่สถาบันการเงิน มักจะให้ความสำคัญแก่การที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ เพราะเป็นการลดความเสี่ยงของตนนอกจากนั้น ยังอาจทำให้มีเงินทุนเพียงพอสำหรับผู้กู้มากรายยิ่งขึ้น แต่ข้อเสียก็คือผู้ประกอบการอาจไม่มาขอใช้บริการเพราะสถาบันการเงินแห่งนั้น อาจป้องกันความเสี่ยงจนสูงเกินไป กระทั่งไม่อาจดึงดูดความสนใจในการขอใช้บริการของผู้ประกอบการ
3. Capacity: ความสามารถในการชำระหนี้ การ วิเคราะห์ในส่วนนี้มุ่งที่ว่าโครงการนั้นต้องมีกำไรและอัตราผลตอบแทนจากการ ลงทุนสูงกว่าต้นทุนของทุน (Cost of Capital) ของโครงการ และต้องมีกระแสเงินสดมากพอที่จะชำระหนี้คืนธนาคารได้ตามเงื่อนไข ดังนั้น ในการวิเคราะห์ทางการเงินจึงต้องแสดงผลของการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทน และการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน ฯลฯ เพื่อให้เห็นความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด (Cash Flow Analysis) จึงต้องดำเนินการอย่างรัดกุม
4. Collateral - หลักประกันการให้กู้ยืม ใน กรณีอสังหาริมทรัพย์นี้ ส่วนมากจะหมายถึงที่ดินโครงการ และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่ผู้บริหารหรือเจ้าของโครงการนำมาเป็นหลัก ทรัพย์ค้ำประกัน มูลค่าของหลักประกันที่เพียงพอจะเป็นเครื่องประกันความเสี่ยงของสถาบันการ เงินโดยตรง สำหรับในรายละเอียดแล้ว การที่สถาบันการเงินจะสามารถบริหารหรือลดความเสี่ยงในการให้สินเชื่อได้ เพียงใดนั้น ขึ้นกับปริมาณและคุณภาพของข้อมูลที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์สินเชื่อ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ดีพอ เช่น รายงานการประเมินค่าทรัพย์สินที่ประเมินผิดพลาด จนได้ราคาสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงมาก
5. Conditions: ปัจจัยภายนอกต่างๆ
กรณีนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับการเงินโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับสภาพทางด้านเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม ปัญหาสงคราม และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่มีผลกระทบต่อความเป็นไปได้ของโครงการลงทุน โดยเฉพาะในปัจจุบัน เรื่องสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากต่อการลงทุน ผู้ประกอบการรวมทั้งสถาบันการเงินจึงต้องศึกษาให้ดี จะได้ไม่เกิดความเสี่ยงที่สูงเกินไปจนไม่สามารถพัฒนาโครงการได้
สำหรับแนวทางการอำนวยสินเชื่อ สถาบันการเงินมักจะพิจารณาตามหลักการ 4 P’s อันประกอบไปด้วย Purpose, Principle, Protection และ People ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
1. Purpose: วัตถุประสงค์ของการขอกู้ การ ตัดสินใจอำนวยสินเชื่อให้แก่โครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ สถาบันการเงินจะต้องเห็นพ้องกับวัตถุประสงค์ของการใช้เงินที่เหมาะสม ทั้งนี้เพราะเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ต้องสนใจ หากมีความชัดเจนแล้ว สถาบันการเงินก็จะอำนวยสินเชื่อเป็น 2 ลักษณะคือ ประการแรกอาจเป็นเงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน (Working Capital) ได้แก่การนำเงินไปใช้สำหรับซื้อวัตถุดิบกับจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และประการที่สองอาจเป็นเงินกู้ยืมระยะยาวเพื่อลงทุนในทรัพย์สินถาวร (Term Loans) ได้แก่การนำเงินไปใช้ลงทุนในทรัพย์สินประเภททุน (Capital Goods) เช่น จัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างอาคารสำนักงาน เป็นต้น
2. Principal –จำนวนเงินต้นที่ให้กู้ ประเด็น สำคัญอยู่ที่สัดส่วนระหว่างเงินกู้กับส่วนของเงินลงทุนของเจ้าของโครงการ นั่นเอง (Debt to Equity Ratio) ในดุลพินิจของสถาบันการเงินนั้น ผู้กู้ต้องมีเงินลงทุนของตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่า มีฐานะทางด้านการเงินดีพอที่จะทำให้โครงการอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นได้ มีความผูกพันกับโครงการของตนเอง และมีเงินทุนพอที่จะมาแบกรับความเสียหายของโครงการที่อาจจะเกิดขึ้นได้ใน ระดับหนึ่ง สถาบันการเงินใด ๆ ก็ตาม คงไม่ยินดีที่จะให้กู้เกือบ 100 %
3. Protection - การป้องกันความเสียหาย ใน การอำนวยสินเชื่อ สถาบันการเงินจะพิจารณาเรียกหลักประกันจำนวนหนึ่งจากผู้กู้เสมอ แม้ว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ จะมีความเป็นไปได้ทางการเงินและอื่น ๆ สูงมากเพียงใดก็ตาม แต่โดยที่มีความเสี่ยงอยู่โดยรอบ สถาบันเงินจึงต้องป้องกันตัว หรือมี Protection หลักทรัพย์ที่สถาบันการเงินพึงรับไว้ประกันความเสี่ยงได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังอาจเป็นการนำใบหุ้น เงินฝาก การโอนสิทธิ์บางอย่าง และใบกรมธรรม์ประกันภัยหรือประกันชีวิตเป็นต้น มาเป็นหลักทรัพย์ด้วย รวมทั้งการค้ำประกันส่วนบุคคล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนโยบายการอำนวยสินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงิน
4. People - ลูกค้าผู้ขอกู้ ใน ที่นี้ก็หมายถึงบุคคลหรือวิสาหกิจที่ขอกู้ เช่น บริษัทพัฒนาที่ดินนั้น ๆ และหมายรวมตั้งแต่ตัวบริษัท ผู้บริหารบริษัท หรือผู้ที่ทำงานบริหารการตลาดและการขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ เพื่อการประสานงาน และการอำนวยสินเชื่อในภาคปฏิบัติ โดยทั่วไป การทำให้สถาบันเชื่อถือลูกค้าเป็นหนทางสำคัญในการได้รับการอำนวยสินเชื่อ
สถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยและแนวโน้ม
จากวารสารธนาคารอาคารสงเคราะห์ฉบับที่ 78 กรกฎาคม - กันยายน 2557 พบว่า ในรอบ20ปีสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในช่วง20ปี (2537-2556) สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือของสถาบันการเงินทั้งระบบมีการขยายตัว เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยในปี 2537 มีจำนวนกว่า 4.4 แสนล้านบาทในปี 2547 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อมาในปี 2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 ล้านล้านบาท และในปี 2556 มีจำนวนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท
สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือ ณ ไตรมาส 2 ปี 2557
มีจำนวนกว่า 2.6ล้านล้านบาท ณ ไตรมาส 2
ของปี2557สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือของสถาบันการเงินทั้งระบบมี
จำนวนทั้งสิ้น 2,675,537
ล้านบาทในจำนวนนี้เป็นของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจำนวน 1,579,602
ล้านบาทในขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์มีจำนวน 753,202ล้าบาท
สำหรับภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ ในรอบ 20 ปี สถาบันการเงินทั้งระบบปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่กว่า3.6ล้านล้านบาท ในช่วง 20 ปี (2537-2556) สถาบันการเงินทั้งระบบได้มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ จำนวนกว่า 3.6 ล้านล้านบาทโดยในช่วงปี 2538-2551 มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่เฉลี่ยกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีจนกระทั่งในปี 2552-2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี ปี 2555 ได้เพิ่มเป็นกว่า 4 แสนล้านบาท และในปี 2556 ได้เพิ่มขึ้นทะลุกว่า5แสนล้านบาทซึ่งถือว่ามีการขยายตัวที่สูงเป็น ประวัติการณ์
สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ครึ่งแรกปี 2557 มีจำนวนกว่า 2.6 แสนล้านบาทคาดทั้งปีมีจำนวนกว่า5แสนล้านบาท ในครึ่งแรกของปี 2557 สถาบันการเงินทั้งระบบได้มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 260,494 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2556 ซึ่งมีจำนวน 248,962 ล้านบาทร้อยละ 4.6 ในจำนวนนี้เป็นของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจำนวน 151,684 ล้านบาท ในขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์สามารถปล่อยได้จำนวน 65,589 ล้านบาท สำหรับในปี 2557 ทั้งปีคาดว่าสถาบันการเงินทั้งระบบจะสามารถปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ ได้จำนวนกว่า5แสนล้านบาทใกล้เคียงกับปี 2556ที่ผ่านมา
สำหรับด้านกลยุทธ์นั้น กลยุทธ์การตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี
2557 ธนาคารเกือบทุกแห่ง
ยังคงเข้ามาแข่งขันในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้
เพราะแต่ละสถาบันการเงินต้องการเร่งยอดปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ให้ได้ตามเป้าหมาย หลังจากในไตรมาสแรกได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง
โดยมีการปรับกลยุทธ์หันไปขยายตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น
โดยเฉพาะพื้นที่แถวภาคอีสานตามหัวเมืองขนาดใหญ่
โดยใช้กลยุทธ์ทำการตลาดและเสนอโปรโมชั่น
ร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่
เน้นขยายฐานกลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
รวมถึงกลุ่มพนักงานของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินเดือนผ่านธนาคาร
เพื่อต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทอื่นๆ
โดยเสนอขายแบบไขว้ผลิตภัณฑ์ (Cross Sale) มากขึ้น ทั้งสินเชื่อบ้าน
สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อรถยนต์ เป็นต้น
และมุ่งปรับปรุงระบบการอนุมัติสินเชื่อให้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ยังมีแคมเปญโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ย 0%
ตามงานมหกรรมต่างๆ ด้วย
สำหรับกลยุทธ์หลัก ๆ ที่ อ.พัลลภ กฤตยานวัช ที่ปรึกษาด้านกิจการพิเศษ ธนาคารอาคารสงเคราะห์สรุปไว้มีดังนี้:
1. กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา
2. กลยุทธ์ด้านการคำนวณเงินงวดรายเดือน
3. กลยุทธ์ด้านการชำระเงินงวดที่ยืดหยุ่นหลากหลาย
4. กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย
5. กลยุทธ์ด้านการแข่งขันนวัตกรรมใหม่ๆทางการตลาด
6. กลยุทธ์การขยายช่องทางการขายสินเชื่อที่อยู่อาศัย
7. กลยุทธ์ด้านความรวดเร็วในการอนุมัติกู้
8. กลยุทธ์การร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ
9. กลยุทธ์การส่งเสริมการขาย
10. กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพและบริการที่ดีของพนักงาน
11. การให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องบ้านและสินเชื่อ (Home Counseling Center)
12. การจัดงานมหกรรม
13. กลยุทธ์CSR
การแข่งขันที่เดือดหนักเช่นนี้จะสร้างความเปราะบางแก่ระบบ เศรษฐกิจเช่นกัน ทั้งนี้ในขณะนี้การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ในปัจจุบันแข่งขันกัน ปล่อยกู้กันอย่างมาก สถาบันการเงินหลายแห่งให้กู้สูงถึง 100% หรือ 110% ของมูลค่าตลาด ซึ่งหากเกิดวิกฤติเงินฝืดขึ้นมา ก็อาจทำให้สถาบันการเงินล้มลงเช่นในยุคก่อนได้ ผู้จะซื้อบ้าน นักลงทุน สถาบันการเงิน ตลอดจนธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลจึงต้องพยายามประคับประคอบระบบสินเชื่อ ที่อยู่อาศัยให้ดีเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป
อสังหาริมทรัพย์ปี 2558 จะเป็นปีทอง?
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2557 (มกราคม - สิงหาคม 2557) มีการเปิดตัวโครงการใหม่ถึง 272 โครงการ เฉลี่ยเดือนละ 34 โครงการ รวม 77,626 หน่วย มูลค่า 235,515 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหน่วยละ 3.034 ล้านบาท หากประมาณการทั้งปี 2557 น่าจะมีหน่วยขายเปิดใหม่ 105,571 หน่วย รวมมูลค่า 320,300 ล้านบาท หรือหน่วยละ 3.028 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่มีหน่วยเปิดใหม่ 131,645 หน่วย ที่มูลค่า 385,447 ล้านบาท จะพบว่าในปี 2557 ทั้งปีนี้ จะมีหน่วยขายเปิดลดลงประมาณ 20% และมูลค่าการพัฒนาลดลงประมาณ 17% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ณ กลางปี 2557 ที่คาดว่าตลอดปี 2557 นี้หน่วยขายเปิดใหม่ จะลดลงประมาณ 24% และมูลค่าการพัฒนาลดลงประมาณ 28% แสดงว่าสถานการณ์หลังความวุ่นวายทางการเมืองในครึ่งหลังปี 2557 ดีชึ้นกว่าครึ่งปีแรก
ส่วนที่ระบุว่า "ในปีหน้าจะเป็นปีทองของอสังหาริมทรัพย์ที่จะเติบโตดีที่สุดในรอบ 16-20 ปี โดยมีปัจจัยบวกมาจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่คาดว่าจะแล้วเสร็จปีหน้าหลายสาย ทำให้กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้น และการเปิดเออีซี" นั้น มีข้อเห็นแย้งคือ
1. ที่ว่ารถไฟฟ้าที่จะเสร็จในปี 2558 นั้น อาจยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากความล่าช้า หรือแม้สร้างเสร็จแล้ว ที่ผ่านมาก็เปิดวิ่งไม่ได้ ทำให้ไม่เกิดผลชัดเจน
2. การเสร็จของรถไฟฟ้า ไม่ได้ทำให้กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้นแต่อย่างใด
3. การเปิดเออีซีก็จะเริ่มในปี 2559 ไม่ได้ส่งผลในช่วงปี 2558 แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามอสังหาริมทรัพย์ปี 2558 น่าจะดีกว่าปี 2557 เพราะหมดปัจจัยทางการเมือง อาจกล่าวได้ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่าน มาทำลายเศรษฐกิจย่อยยับไปถึง 420,000 ล้านบาท ทั้งนี้คำนวณจากว่ารายได้ประชาชาติของไทยเท่ากับ 12 ล้านล้านบาท ในปี 2557 ซึ่งควรจะเติบโตราว 5% เช่นเดียวกับประเทศอื่นในอาเซียน แต่กลับลดลงเหลือ 1.5% เพราะการที่ประเทศไทยเราไม่อาจรอมชอมกันได้ ไม่สามารถตกลงในแนวทางสันติวิธีด้วยการเลือกตั้งได้เช่นทั่วโลก และมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยไร้ขื่อแปยาวนานถึง 8 เดือน ดังนั้นเศรษฐกิจจึงทรุด
การทรุดลงไปถึง 3.5% (5% ที่คาดหวัง ลบด้วย 1.5% ที่ประมาณการสำหรับปีนี้) ของ 12 ล้านล้านบาท จึงเท่ากับเงินหายไปจากระบบประมาณ 420,000 ล้านบาท การนี้จึงทำให้กำลังซื้อหดตัวลง ข้อดีคือไม่เกิดฟองสบู่ ส่วนข้อเสียคือกำลังซื้อฝืดลง การวางแผนทางการเงินและการขายของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินต้องเพิ่มความระมัด ระวัง เพราะมีความเสี่ยงในการขายช้าลงกว่าแต่กว่า
อาจกล่าวได้ว่าในปี 2558 แม้น่าจะเติบโตกว่าปี 2557 แต่ก็ยังไม่เกิดฟองสบู่ แต่มีข้อเตือนภัยสำคัญก็คือ
1. การประกาศกฎอัยการศึก ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามาประเทศไทยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีบางฝ่ายอ้างว่าการมีกฎอัยการศึก ทำให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น แต่ก็อาจไม่จริง ยังมีการข่มขืน ภาคใต้ประกาศกฎอัยการศึกมานาน ก็ยังไม่สงบ ที่สำคัญนักท่องเที่ยวย่อมตระหนักดีว่า หากประเทศสงบจริง จะคงกฎอัยการศึกไว้ทำไม ด้วยกฎอัยการศึกนี้จึงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในรอบ 8 เดือนแรกของปี 2557 ลดลงถึง 16% หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จำนวนนักท่องเที่ยวคงหายไป 4 ล้านคน และในความเป็นจริงควรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2 ล้านคน ดังนั้นก็เท่ากับนักท่องเที่ยวหายไป 6 ล้านคน ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหดตัวเป็นอย่างหนัก โดยคนหนึ่งใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยว 40,000 บาท ก็เท่ากับเงินหายไป 240,000 ล้านบาท
2. หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้โอกาสการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์จะลดลง กำลังซื้อที่คาดว่าจะมีก็อาจ "เหือดหาย" ไปในปี 2558 ก็ได้ บริษัทพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ที่คาดการณ์ว่าจะเปิดตัวโครงการมากมายในปี 2558 อาจ "ผิดแผน" และต้องปรับตัวใหม่ก็ได้
3. การส่งออกคงไม่เจริญเติบโต ทำให้เศรษฐกิจไม่มีเงินหมุนเวียนจากต่างประเทศ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งหดตัวลง ประเทศจะเจริญได้ต้องอาศัยการส่งออก ไม่ใช่อาศัยนโยบาย "อัฐยายซื้อขนมยาย" อย่างเด็ดขาด การส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นเพียงนโยบายชั่วคราวแบบ "ไฟไหม้ฟาง"
4. การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งในปัจจุบันแข่งขันกันปล่อยกู้กันอย่างมาก สถาบันการเงินหลายแห่งให้กู้ สูงถึง 100% หรือ 110% ของมูลค่าตลาด ซึ่งหากเกิดวิกฤติเงินฝืดขึ้นมา ก็อาจทำให้สถาบันการเงินล้มลงเช่นในยุคก่อนได้
5. ยิ่งกว่านั้นหากเกิดความไม่สงบรอบใหม่เพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจได้อย่างได้ผลชะงัด จริงตามที่อาสามาทำงาน ก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงและความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
การวางแผนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการวางแผนการซื้ออสังหาริม ทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย การลงทุนจึงต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
ราคาที่ดินจะเป็นอย่างไร
ราคาที่ดินที่มีขายสูงถึง 1.9 ล้านบาทในช่วงปลายปี 2557 นั้น ตามสถิติการซื้อขายล่าสุดมีซื้อถึง 1.7 ล้านบาทต่อตารางวาโดยบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง เพื่อนำไปพัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย อย่างไรก็ตามราคาที่มีการประกาศขายมี สูงถึง 2.0 ล้านบาทหรือมากกว่านี้ต่อตารางวาด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามราคาสูงสุดที่ควรจะ เป็นตามมูลค่าตลาดหรือศักยภาพที่นำไปใช้ประกอบการในเชิงพาณิชย์นั้น ควรเป็นราคาประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา ณ บริเวณรอบๆ รถไฟฟ้าสยามสแควร์ เพลินจิต และชิดลม ส่วนบริเวณรอบสถานีรถไฟฟ้านานา อโศก ยังลดหลั่นลงมา ไม่ถึง 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา
ฐานในการคำนวณมูลค่าที่ควรจะเป็นพิจารณาจากการประกอบการเป็นศูนย์ การค้าที่สามารถเช่าได้ในราคาประมาณ 3,500 - 5,000 บาท ซึ่งน่าจะเป็นการพัฒนาที่สะท้อนถึงมูลค่าที่ดินที่ประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา หากซื้อที่ดินในราคานี้ไปพัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย ก็น่าจะต้องขายในราคามากกว่า 220,000 บาทต่อตารางเมตร อย่างไรก็ตามในปัจจุบันในเขตกรุงเทพมหานครมีอาคารชุดพัก อาศัยที่ขาย ณ ราคาเกือบ 400,000 บาทต่อตารางเมตรในบางทำเลที่มีข้อได้เปรียบโดนเด่นพิเศษ
เมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินทางราชการที่ประเมินโดยกรมธนารักษ์ ราคาประเมินสูงสุดเป็นเงินตารางวาละ 850,000 บาทในพื้นที่สีลม ซึ่งศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ประเมินไว้ตามราคาตลาดประมาณ 1.4 ล้านบาท หรือต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 39% ส่วนพื้นที่ที่ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ประเมินไว้สูงสุด 1.7 ล้านบาทบริเวณสยาม เพลินจิตชิดลมนั้น ทางราชการประเมินไว้เป็นเงิน 800,000 บาท หรือ เพียง 47% ของราคาตลาดเท่านั้น
ราคาประเมินของทางราชการจึงไม่สามารถนำไปซื้อขายได้ในตลาดเปิด เพราะไม่ได้สะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริง และแม้ในบางบริเวณราคาประเมินทางราชการจะปรับเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่ารอบ 4 ปี แต่ก็ยังไม่อาจปรับได้ทันราคาตลาดที่แท้จริง ราคาประเมินทางราชการเป็นเพียง ราคาเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และไม่มีสัดส่วนที่แน่นอนระหว่างราคาประเมินทางราชการกับราคาตลาดแต่อย่างใด
ท่องเที่ยวไม่แจ่มใส เศรษฐกิจและอสังหาฯ ชลอ
ในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2557 จะพบว่า นักท่องเที่ยวจากจีนยังมาเป็นอันดับ 1 คือ 3,097,436 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนที่มา 3,748,703 ล้านคนถึง 17.37% มาเลเซียก็เข้ามาลดลงจากเดิมถึง 19.28% ญี่ปุ่นและเกาหลีก็เข้ามาน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก รวมทั้งอินเดียและสิงคโปร์ การที่นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ "กระเป๋าหนัก" เข้ามาน้อยลง ย่อมทำให้การใช้จ่ายในประเทศไทยน้อยลง ตารางต่อไปนี้แสดงถึงอันดับ 20 ประเทศแรกที่เข้ามาเที่ยวไทยมากที่สุดในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมาของปี 2557
อย่างไรก็ตามโดยที่ในความเป็นจริงปี 2557 แย่กว่าปี 2556 ตามสมมติฐานที่ 1, 2 และ 3 (2557/1, 2557/2 และ 2557/3) ก็เท่ากับว่าเราสูญเสียรายได้ที่ควรได้จากการท่องเที่ยวไปราว 204,542 - 235,110 ล้านบาท ดังนั้นการสูญเสียโอกาสเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดความฝืดเคืองในระบบเศรษฐกิจของไทย การที่จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลง ทำให้การใช้โรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวและบันเทิงน้อยลง คนจะตกงานมากขึ้น เศรษฐกิจก็จะไม่ดี และทำให้การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ท่องเที่ยวก็จะลดลงโดยเฉพาะในกลุ่ม คนทำงานซึ่งเป็นคนไทยจากต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานในพื้นที่จะลดลงไปตามลำดับ ด้วย
การท่องเที่ยวจึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยในปี 2557 จะชะลอตัวลง การเปิดตัวของอสังหาริมทรัพย์ที่หวังจะให้สามารถขายได้ตามแผนในเวลาอันสั้น อาจจะต้องยืดเวลาออกไปบ้าง ต้องกันความเสี่ยง (Risk Premium) ไว้ระดับหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดความสุ่มเสี่ยงในการลงทุนจนเกินไป
การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินของโครงการอสังหาริมทรัพย์ นั้น นอกจากจะใช้เพื่อการวางแผนการพัฒนาโครงการแล้ว ยังใช้เพื่อการขอรับสินเชื่อจากสถาบันการเงินอีกด้วย และในปัจจุบัน การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มักต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงินเป็นสำคัญ
สถาบันการเงินจะวิเคราะห์สินเชื่ออย่างไร เป็นประเด็นสำคัญที่การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินจำเป็นต้องพิจารณา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการวิเคราะห์สินเชื่อ โครงการที่มีความเป็นไปได้ทางการเงินจริงเท่านั้นจึงจะได้รับการอำนวยสิน เชื่อจากสถาบันการเงิน ไม่เช่นนั้นสถาบันการเงินนั้น ๆ ก็อาจประสบความล้มเหลวได้ บางส่วนของการวิเคราะห์สินเชื่ออาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเงินโดยตรง แต่ส่วนมากจะเกี่ยวข้อง และแม้ในส่วนที่เกี่ยวกับการตลาดและอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่ผู้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินจะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ
การศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน และการวิเคราะห์สินเชื่อพร้อมกับการอำนวยสินเชื่อจึงพึงศึกษาไปด้วยกัน และทำให้กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินมีความสมบูรณ์แบบและใช้ได้ จริงในภาคปฏิบัติจากการพิจารณาข้อคำนึงถึงต่าง ๆ ในกระบวนการอำนวยสินเชื่อ ซึ่งเริ่มต้นที่การวิเคราะห์สินเชื่อ โดยหลักการวิเคราะห์สินเชื่อ 5C การวิเคราะห์สินเชื่อเป็นส่วนหนึ่งการวิเคราะห์ความเสี่ยง ในที่นี้ใช้หลัก 5C ได้แก่ Character, Capital, Capacity, Collateral และ Condition ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
1. Character: ผู้กู้ ลูกค้า ที่มาขอกู้เงินจากสถาบันการเงินควรเป็นคนซื่อสัตย์ น่าเชื่อถือ มีความตั้งใจจริง และมีฐานะทางด้านการเงินดีพอ นอกจากนี้ยังต้องเป็นคนที่มีความรู้และประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตไปได้ตลอดรอดฝั่ง ในการวิเคราะห์ผู้กู้ จากภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และบริษัทขนาดใหญ่ก็อาจจะแตกต่างกันไปพอสมควร ธุรกิจขนาดเล็กกว่าอาจมีความเสี่ยงมากกว่า ขณะเดียวกันธุรกิจขนาดใหญ่ก็อาจมีความสลับซับซ้อนทำให้การวิเคราะห์ยากลำบาก อาจไม่สามารถวิเคราะห์ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง
2. Capital: เงินลงทุน เงิน ลงทุนที่เพียงพอของผู้กู้แสดงถึงความมั่นใจของสถาบันการเงินต่อผู้กู้ และยังแสดงถึงความมุ่งมั่นและผูกพันกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มาขอกู้อีก ด้วย ดังนั้น ในการวิเคราะห์จึงมุ่งไปที่เงินทุนของตนเอง (Share Capital / Owners’ Equity) ที่มาร่วมลงทุนกับโครงการในสัดส่วนที่สูงเพียงพอที่จะไม่ทำให้ความเสี่ยงทาง การเงิน (Financial Risks) ของโครงการสูงมากจนธนาคารรับไม่ได้ ประเด็นนี้จึงให้ความสำคัญแก่การ วิเคราะห์สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ของโครงการ ตามที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้
ในเรื่องรายละเอียดของสัดส่วนหนี้สินต่อทุนนั้น ผู้ประกอบการมักต้องการให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงด้วยเหตุผลที่จะได้มีเงิน เพียงพอใช้สอยอย่างคล่องตัว และเป็นความน่าเชื่อถือประการหนึ่งที่มีเงินหมุนเวียนสูง อีกทั้งยังทำให้ใช้เงินตนเองน้อยลง ส่งความเสี่ยงไปที่สถาบันการเงินเป็นหลัก แต่ข้อเสียก็คืออาจมีการนำเงินไปใช้ผิดประเภท หรือ ทำให้ผู้กู้ประมาทได้
แต่สถาบันการเงิน มักจะให้ความสำคัญแก่การที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ เพราะเป็นการลดความเสี่ยงของตนนอกจากนั้น ยังอาจทำให้มีเงินทุนเพียงพอสำหรับผู้กู้มากรายยิ่งขึ้น แต่ข้อเสียก็คือผู้ประกอบการอาจไม่มาขอใช้บริการเพราะสถาบันการเงินแห่งนั้น อาจป้องกันความเสี่ยงจนสูงเกินไป กระทั่งไม่อาจดึงดูดความสนใจในการขอใช้บริการของผู้ประกอบการ
3. Capacity: ความสามารถในการชำระหนี้ การ วิเคราะห์ในส่วนนี้มุ่งที่ว่าโครงการนั้นต้องมีกำไรและอัตราผลตอบแทนจากการ ลงทุนสูงกว่าต้นทุนของทุน (Cost of Capital) ของโครงการ และต้องมีกระแสเงินสดมากพอที่จะชำระหนี้คืนธนาคารได้ตามเงื่อนไข ดังนั้น ในการวิเคราะห์ทางการเงินจึงต้องแสดงผลของการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทน และการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน ฯลฯ เพื่อให้เห็นความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด (Cash Flow Analysis) จึงต้องดำเนินการอย่างรัดกุม
4. Collateral - หลักประกันการให้กู้ยืม ใน กรณีอสังหาริมทรัพย์นี้ ส่วนมากจะหมายถึงที่ดินโครงการ และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่ผู้บริหารหรือเจ้าของโครงการนำมาเป็นหลัก ทรัพย์ค้ำประกัน มูลค่าของหลักประกันที่เพียงพอจะเป็นเครื่องประกันความเสี่ยงของสถาบันการ เงินโดยตรง สำหรับในรายละเอียดแล้ว การที่สถาบันการเงินจะสามารถบริหารหรือลดความเสี่ยงในการให้สินเชื่อได้ เพียงใดนั้น ขึ้นกับปริมาณและคุณภาพของข้อมูลที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์สินเชื่อ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ดีพอ เช่น รายงานการประเมินค่าทรัพย์สินที่ประเมินผิดพลาด จนได้ราคาสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงมาก
5. Conditions: ปัจจัยภายนอกต่างๆ
กรณีนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับการเงินโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับสภาพทางด้านเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม ปัญหาสงคราม และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่มีผลกระทบต่อความเป็นไปได้ของโครงการลงทุน โดยเฉพาะในปัจจุบัน เรื่องสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากต่อการลงทุน ผู้ประกอบการรวมทั้งสถาบันการเงินจึงต้องศึกษาให้ดี จะได้ไม่เกิดความเสี่ยงที่สูงเกินไปจนไม่สามารถพัฒนาโครงการได้
สำหรับแนวทางการอำนวยสินเชื่อ สถาบันการเงินมักจะพิจารณาตามหลักการ 4 P’s อันประกอบไปด้วย Purpose, Principle, Protection และ People ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
1. Purpose: วัตถุประสงค์ของการขอกู้ การ ตัดสินใจอำนวยสินเชื่อให้แก่โครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ สถาบันการเงินจะต้องเห็นพ้องกับวัตถุประสงค์ของการใช้เงินที่เหมาะสม ทั้งนี้เพราะเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ต้องสนใจ หากมีความชัดเจนแล้ว สถาบันการเงินก็จะอำนวยสินเชื่อเป็น 2 ลักษณะคือ ประการแรกอาจเป็นเงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน (Working Capital) ได้แก่การนำเงินไปใช้สำหรับซื้อวัตถุดิบกับจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และประการที่สองอาจเป็นเงินกู้ยืมระยะยาวเพื่อลงทุนในทรัพย์สินถาวร (Term Loans) ได้แก่การนำเงินไปใช้ลงทุนในทรัพย์สินประเภททุน (Capital Goods) เช่น จัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างอาคารสำนักงาน เป็นต้น
2. Principal –จำนวนเงินต้นที่ให้กู้ ประเด็น สำคัญอยู่ที่สัดส่วนระหว่างเงินกู้กับส่วนของเงินลงทุนของเจ้าของโครงการ นั่นเอง (Debt to Equity Ratio) ในดุลพินิจของสถาบันการเงินนั้น ผู้กู้ต้องมีเงินลงทุนของตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่า มีฐานะทางด้านการเงินดีพอที่จะทำให้โครงการอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นได้ มีความผูกพันกับโครงการของตนเอง และมีเงินทุนพอที่จะมาแบกรับความเสียหายของโครงการที่อาจจะเกิดขึ้นได้ใน ระดับหนึ่ง สถาบันการเงินใด ๆ ก็ตาม คงไม่ยินดีที่จะให้กู้เกือบ 100 %
3. Protection - การป้องกันความเสียหาย ใน การอำนวยสินเชื่อ สถาบันการเงินจะพิจารณาเรียกหลักประกันจำนวนหนึ่งจากผู้กู้เสมอ แม้ว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ จะมีความเป็นไปได้ทางการเงินและอื่น ๆ สูงมากเพียงใดก็ตาม แต่โดยที่มีความเสี่ยงอยู่โดยรอบ สถาบันเงินจึงต้องป้องกันตัว หรือมี Protection หลักทรัพย์ที่สถาบันการเงินพึงรับไว้ประกันความเสี่ยงได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังอาจเป็นการนำใบหุ้น เงินฝาก การโอนสิทธิ์บางอย่าง และใบกรมธรรม์ประกันภัยหรือประกันชีวิตเป็นต้น มาเป็นหลักทรัพย์ด้วย รวมทั้งการค้ำประกันส่วนบุคคล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนโยบายการอำนวยสินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงิน
4. People - ลูกค้าผู้ขอกู้ ใน ที่นี้ก็หมายถึงบุคคลหรือวิสาหกิจที่ขอกู้ เช่น บริษัทพัฒนาที่ดินนั้น ๆ และหมายรวมตั้งแต่ตัวบริษัท ผู้บริหารบริษัท หรือผู้ที่ทำงานบริหารการตลาดและการขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ เพื่อการประสานงาน และการอำนวยสินเชื่อในภาคปฏิบัติ โดยทั่วไป การทำให้สถาบันเชื่อถือลูกค้าเป็นหนทางสำคัญในการได้รับการอำนวยสินเชื่อ
สถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยและแนวโน้ม
จากวารสารธนาคารอาคารสงเคราะห์ฉบับที่ 78 กรกฎาคม - กันยายน 2557 พบว่า ในรอบ20ปีสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในช่วง20ปี (2537-2556) สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือของสถาบันการเงินทั้งระบบมีการขยายตัว เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยในปี 2537 มีจำนวนกว่า 4.4 แสนล้านบาทในปี 2547 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อมาในปี 2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 ล้านล้านบาท และในปี 2556 มีจำนวนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท
สำหรับภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ ในรอบ 20 ปี สถาบันการเงินทั้งระบบปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่กว่า3.6ล้านล้านบาท ในช่วง 20 ปี (2537-2556) สถาบันการเงินทั้งระบบได้มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ จำนวนกว่า 3.6 ล้านล้านบาทโดยในช่วงปี 2538-2551 มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่เฉลี่ยกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีจนกระทั่งในปี 2552-2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี ปี 2555 ได้เพิ่มเป็นกว่า 4 แสนล้านบาท และในปี 2556 ได้เพิ่มขึ้นทะลุกว่า5แสนล้านบาทซึ่งถือว่ามีการขยายตัวที่สูงเป็น ประวัติการณ์
สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ครึ่งแรกปี 2557 มีจำนวนกว่า 2.6 แสนล้านบาทคาดทั้งปีมีจำนวนกว่า5แสนล้านบาท ในครึ่งแรกของปี 2557 สถาบันการเงินทั้งระบบได้มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 260,494 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2556 ซึ่งมีจำนวน 248,962 ล้านบาทร้อยละ 4.6 ในจำนวนนี้เป็นของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจำนวน 151,684 ล้านบาท ในขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์สามารถปล่อยได้จำนวน 65,589 ล้านบาท สำหรับในปี 2557 ทั้งปีคาดว่าสถาบันการเงินทั้งระบบจะสามารถปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ ได้จำนวนกว่า5แสนล้านบาทใกล้เคียงกับปี 2556ที่ผ่านมา
สำหรับกลยุทธ์หลัก ๆ ที่ อ.พัลลภ กฤตยานวัช ที่ปรึกษาด้านกิจการพิเศษ ธนาคารอาคารสงเคราะห์สรุปไว้มีดังนี้:
1. กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา
2. กลยุทธ์ด้านการคำนวณเงินงวดรายเดือน
3. กลยุทธ์ด้านการชำระเงินงวดที่ยืดหยุ่นหลากหลาย
4. กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย
5. กลยุทธ์ด้านการแข่งขันนวัตกรรมใหม่ๆทางการตลาด
6. กลยุทธ์การขยายช่องทางการขายสินเชื่อที่อยู่อาศัย
7. กลยุทธ์ด้านความรวดเร็วในการอนุมัติกู้
8. กลยุทธ์การร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ
9. กลยุทธ์การส่งเสริมการขาย
10. กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพและบริการที่ดีของพนักงาน
11. การให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องบ้านและสินเชื่อ (Home Counseling Center)
12. การจัดงานมหกรรม
13. กลยุทธ์CSR
การแข่งขันที่เดือดหนักเช่นนี้จะสร้างความเปราะบางแก่ระบบ เศรษฐกิจเช่นกัน ทั้งนี้ในขณะนี้การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ในปัจจุบันแข่งขันกัน ปล่อยกู้กันอย่างมาก สถาบันการเงินหลายแห่งให้กู้สูงถึง 100% หรือ 110% ของมูลค่าตลาด ซึ่งหากเกิดวิกฤติเงินฝืดขึ้นมา ก็อาจทำให้สถาบันการเงินล้มลงเช่นในยุคก่อนได้ ผู้จะซื้อบ้าน นักลงทุน สถาบันการเงิน ตลอดจนธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลจึงต้องพยายามประคับประคอบระบบสินเชื่อ ที่อยู่อาศัยให้ดีเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป
ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับ ปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับ ปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน
เขียนโดย
ดร.สมัย เหมมั่น นักธุรกิจจัดสรร
ที่
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD - Franchise guide
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD - Franchise guide: แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14 พฤศจิกายน 2557 ตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ 2558 AREA แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14...
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD - Franchise guide
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD - Franchise guide: แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14 พฤศจิกายน 2557 ตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ 2558 AREA แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14...
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD - Franchise guide
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD - Franchise guide: แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14 พฤศจิกายน 2557 ตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ 2558 AREA แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14...
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD - Franchise guide
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD - Franchise guide: แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14 พฤศจิกายน 2557 ตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ 2558 AREA แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14...
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD - Franchise guide
สวัสดีปีใหม่ D-HOUSE GOOD Franchise: D-HOUSE GOOD - Franchise guide: แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14 พฤศจิกายน 2557 ตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ 2558 AREA แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14...
D-HOUSE GOOD - Franchise guide
แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14 พฤศจิกายน 2557 ตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ 2558
ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th; www.facebook.com/dr.sopon4
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th; www.facebook.com/dr.sopon4
ภาษีที่เรากำลังหวาดหวั่นก็คือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
เพราะทุกครั้งที่มีการเสียภาษีเพิ่ม ก็เหมือนถูก "ปล้น" หรือเรียกไพเราะว่า
"ถอดขนห่าน" แต่ผมอยากย้ำว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยิ่งให้
ยิ่งได้จริงๆ
อสังหาริมทรัพย์ปี 2558 จะเป็นปีทอง?
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2557 (มกราคม - สิงหาคม 2557) มีการเปิดตัวโครงการใหม่ถึง 272 โครงการ เฉลี่ยเดือนละ 34 โครงการ รวม 77,626 หน่วย มูลค่า 235,515 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหน่วยละ 3.034 ล้านบาท หากประมาณการทั้งปี 2557 น่าจะมีหน่วยขายเปิดใหม่ 105,571 หน่วย รวมมูลค่า 320,300 ล้านบาท หรือหน่วยละ 3.028 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่มีหน่วยเปิดใหม่ 131,645 หน่วย ที่มูลค่า 385,447 ล้านบาท จะพบว่าในปี 2557 ทั้งปีนี้ จะมีหน่วยขายเปิดลดลงประมาณ 20% และมูลค่าการพัฒนาลดลงประมาณ 17% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ณ กลางปี 2557 ที่คาดว่าตลอดปี 2557 นี้หน่วยขายเปิดใหม่ จะลดลงประมาณ 24% และมูลค่าการพัฒนาลดลงประมาณ 28% แสดงว่าสถานการณ์หลังความวุ่นวายทางการเมืองในครึ่งหลังปี 2557 ดีชึ้นกว่าครึ่งปีแรก
ส่วนที่ระบุว่า "ในปีหน้าจะเป็นปีทองของอสังหาริมทรัพย์ที่จะเติบโตดีที่สุดในรอบ 16-20 ปี โดยมีปัจจัยบวกมาจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่คาดว่าจะแล้วเสร็จปีหน้าหลายสาย ทำให้กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้น และการเปิดเออีซี" นั้น มีข้อเห็นแย้งคือ
1. ที่ว่ารถไฟฟ้าที่จะเสร็จในปี 2558 นั้น อาจยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากความล่าช้า หรือแม้สร้างเสร็จแล้ว ที่ผ่านมาก็เปิดวิ่งไม่ได้ ทำให้ไม่เกิดผลชัดเจน
2. การเสร็จของรถไฟฟ้า ไม่ได้ทำให้กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้นแต่อย่างใด
3. การเปิดเออีซีก็จะเริ่มในปี 2559 ไม่ได้ส่งผลในช่วงปี 2558 แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามอสังหาริมทรัพย์ปี 2558 น่าจะดีกว่าปี 2557 เพราะหมดปัจจัยทางการเมือง อาจกล่าวได้ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่าน มาทำลายเศรษฐกิจย่อยยับไปถึง 420,000 ล้านบาท ทั้งนี้คำนวณจากว่ารายได้ประชาชาติของไทยเท่ากับ 12 ล้านล้านบาท ในปี 2557 ซึ่งควรจะเติบโตราว 5% เช่นเดียวกับประเทศอื่นในอาเซียน แต่กลับลดลงเหลือ 1.5% เพราะการที่ประเทศไทยเราไม่อาจรอมชอมกันได้ ไม่สามารถตกลงในแนวทางสันติวิธีด้วยการเลือกตั้งได้เช่นทั่วโลก และมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยไร้ขื่อแปยาวนานถึง 8 เดือน ดังนั้นเศรษฐกิจจึงทรุด
การทรุดลงไปถึง 3.5% (5% ที่คาดหวัง ลบด้วย 1.5% ที่ประมาณการสำหรับปีนี้) ของ 12 ล้านล้านบาท จึงเท่ากับเงินหายไปจากระบบประมาณ 420,000 ล้านบาท การนี้จึงทำให้กำลังซื้อหดตัวลง ข้อดีคือไม่เกิดฟองสบู่ ส่วนข้อเสียคือกำลังซื้อฝืดลง การวางแผนทางการเงินและการขายของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินต้องเพิ่มความระมัด ระวัง เพราะมีความเสี่ยงในการขายช้าลงกว่าแต่กว่า
อาจกล่าวได้ว่าในปี 2558 แม้น่าจะเติบโตกว่าปี 2557 แต่ก็ยังไม่เกิดฟองสบู่ แต่มีข้อเตือนภัยสำคัญก็คือ
1. การประกาศกฎอัยการศึก ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามาประเทศไทยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีบางฝ่ายอ้างว่าการมีกฎอัยการศึก ทำให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น แต่ก็อาจไม่จริง ยังมีการข่มขืน ภาคใต้ประกาศกฎอัยการศึกมานาน ก็ยังไม่สงบ ที่สำคัญนักท่องเที่ยวย่อมตระหนักดีว่า หากประเทศสงบจริง จะคงกฎอัยการศึกไว้ทำไม ด้วยกฎอัยการศึกนี้จึงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในรอบ 8 เดือนแรกของปี 2557 ลดลงถึง 16% หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จำนวนนักท่องเที่ยวคงหายไป 4 ล้านคน และในความเป็นจริงควรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2 ล้านคน ดังนั้นก็เท่ากับนักท่องเที่ยวหายไป 6 ล้านคน ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหดตัวเป็นอย่างหนัก โดยคนหนึ่งใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยว 40,000 บาท ก็เท่ากับเงินหายไป 240,000 ล้านบาท
2. หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้โอกาสการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์จะลดลง กำลังซื้อที่คาดว่าจะมีก็อาจ "เหือดหาย" ไปในปี 2558 ก็ได้ บริษัทพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ที่คาดการณ์ว่าจะเปิดตัวโครงการมากมายในปี 2558 อาจ "ผิดแผน" และต้องปรับตัวใหม่ก็ได้
3. การส่งออกคงไม่เจริญเติบโต ทำให้เศรษฐกิจไม่มีเงินหมุนเวียนจากต่างประเทศ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งหดตัวลง ประเทศจะเจริญได้ต้องอาศัยการส่งออก ไม่ใช่อาศัยนโยบาย "อัฐยายซื้อขนมยาย" อย่างเด็ดขาด การส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นเพียงนโยบายชั่วคราวแบบ "ไฟไหม้ฟาง"
4. การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งในปัจจุบันแข่งขันกันปล่อยกู้กันอย่างมาก สถาบันการเงินหลายแห่งให้กู้ สูงถึง 100% หรือ 110% ของมูลค่าตลาด ซึ่งหากเกิดวิกฤติเงินฝืดขึ้นมา ก็อาจทำให้สถาบันการเงินล้มลงเช่นในยุคก่อนได้
5. ยิ่งกว่านั้นหากเกิดความไม่สงบรอบใหม่เพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจได้อย่างได้ผลชะงัด จริงตามที่อาสามาทำงาน ก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงและความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
การวางแผนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการวางแผนการซื้ออสังหาริม ทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย การลงทุนจึงต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
ราคาที่ดินจะเป็นอย่างไร
ราคาที่ดินที่มีขายสูงถึง 1.9 ล้านบาทในช่วงปลายปี 2557 นั้น ตามสถิติการซื้อขายล่าสุดมีซื้อถึง 1.7 ล้านบาทต่อตารางวาโดยบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง เพื่อนำไปพัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย อย่างไรก็ตามราคาที่มีการประกาศขายมี สูงถึง 2.0 ล้านบาทหรือมากกว่านี้ต่อตารางวาด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามราคาสูงสุดที่ควรจะ เป็นตามมูลค่าตลาดหรือศักยภาพที่นำไปใช้ประกอบการในเชิงพาณิชย์นั้น ควรเป็นราคาประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา ณ บริเวณรอบๆ รถไฟฟ้าสยามสแควร์ เพลินจิต และชิดลม ส่วนบริเวณรอบสถานีรถไฟฟ้านานา อโศก ยังลดหลั่นลงมา ไม่ถึง 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา
ฐานในการคำนวณมูลค่าที่ควรจะเป็นพิจารณาจากการประกอบการเป็นศูนย์ การค้าที่สามารถเช่าได้ในราคาประมาณ 3,500 - 5,000 บาท ซึ่งน่าจะเป็นการพัฒนาที่สะท้อนถึงมูลค่าที่ดินที่ประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา หากซื้อที่ดินในราคานี้ไปพัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย ก็น่าจะต้องขายในราคามากกว่า 220,000 บาทต่อตารางเมตร อย่างไรก็ตามในปัจจุบันในเขตกรุงเทพมหานครมีอาคารชุดพัก อาศัยที่ขาย ณ ราคาเกือบ 400,000 บาทต่อตารางเมตรในบางทำเลที่มีข้อได้เปรียบโดนเด่นพิเศษ
เมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินทางราชการที่ประเมินโดยกรมธนารักษ์ ราคาประเมินสูงสุดเป็นเงินตารางวาละ 850,000 บาทในพื้นที่สีลม ซึ่งศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ประเมินไว้ตามราคาตลาดประมาณ 1.4 ล้านบาท หรือต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 39% ส่วนพื้นที่ที่ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ประเมินไว้สูงสุด 1.7 ล้านบาทบริเวณสยาม เพลินจิตชิดลมนั้น ทางราชการประเมินไว้เป็นเงิน 800,000 บาท หรือ เพียง 47% ของราคาตลาดเท่านั้น
ราคาประเมินของทางราชการจึงไม่สามารถนำไปซื้อขายได้ในตลาดเปิด เพราะไม่ได้สะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริง และแม้ในบางบริเวณราคาประเมินทางราชการจะปรับเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่ารอบ 4 ปี แต่ก็ยังไม่อาจปรับได้ทันราคาตลาดที่แท้จริง ราคาประเมินทางราชการเป็นเพียง ราคาเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และไม่มีสัดส่วนที่แน่นอนระหว่างราคาประเมินทางราชการกับราคาตลาดแต่อย่างใด
หากพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงราคาของที่ดินบริเวณต่าง ๆ
จะพบข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ
ราคาที่ดินที่บริเวณรถไฟฟ้ามีการปรับตัวสูงขึ้นมาก
โดยเฉพาะสยามสแควร์ซึ่งปรับตัวสูงขึ้น 325% ในรอบ 20 ปี
สีลมมีรถไฟฟ้าสายเดียว จึงปรับตัวขึ้น 211% ในรอบ 20 ปี ส่วนเยาวราช
ซึ่งเคยมีราคาสูงสุด กลับปรับตัวเพิ่มเพียง 71%
เพราะยังไม่มีรถไฟฟ้านั่นเอง กรณีนี้พบได้ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง
เอกมัย กับกล้วยน้ำไท และระหว่างรัชดาภิเษก (ห้วยขวาง) กับถนนพระรามที่ 9
ที่ไม่มีรถไฟฟ้านั่นเอง
ท่องเที่ยวไม่แจ่มใส เศรษฐกิจและอสังหาฯ ชลอ
ในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2557 จะพบว่า นักท่องเที่ยวจากจีนยังมาเป็นอันดับ 1 คือ 3,097,436 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนที่มา 3,748,703 ล้านคนถึง 17.37% มาเลเซียก็เข้ามาลดลงจากเดิมถึง 19.28% ญี่ปุ่นและเกาหลีก็เข้ามาน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก รวมทั้งอินเดียและสิงคโปร์ การที่นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ "กระเป๋าหนัก" เข้ามาน้อยลง ย่อมทำให้การใช้จ่ายในประเทศไทยน้อยลง ตารางต่อไปนี้แสดงถึงอันดับ 20 ประเทศแรกที่เข้ามาเที่ยวไทยมากที่สุดในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมาของปี 2557
เมื่อประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงอีก 3
เดือนที่เหลือ หากประมาณการว่าจะมีเท่ากับช่วงเดียวกันของปี 2556
ก็จะมีนักท่องเที่ยวมา 24,534,039 คนหรือลดลงจากปีก่อน 7.6%
แต่ถ้าประมาณการว่าใน 3 เดือนหลังนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 5% และ 10%
ของปีก่อน ก็จะได้นักท่องเที่ยวจำนวน 24,185,487 คนและ 23,836,535 คน
หรือลดลง 8.9% และ 10.2% ตามลำดับ แต่หากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน
10% เพราะไม่มีปัจจัยลบทางการเมือง ก็น่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา
29,201,398 ล้านคน ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้แล้ว
จากตัวเลขการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวในปี 2556 พบว่า
นักท่องเที่ยวใช้เงิน 43,824 บาท ก็อาจอนุมานได้ว่า ในปี 2557
จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวหายไปในระหว่าง 88,204 ล้านบาท 103,488 ล้านบาท
ถึง 118,771 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากสมมติว่าปี 2557 น่าจะดีกว่าปี 2556
อยู่ 10% คือมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็น 29,201,398 คนแทนที่จะเป็น
26,546,725 คนในปี 2556 และแต่ละคนใช้จ่าย 43,824 บาท
ก็เท่ากับว่าเราสูญเสียรายได้ที่ควรจะเป็นไป 116,338 ล้านบาท ถ้าเทียบกับปี
2556
อย่างไรก็ตามโดยที่ในความเป็นจริงปี 2557 แย่กว่าปี 2556 ตามสมมติฐานที่ 1, 2 และ 3 (2557/1, 2557/2 และ 2557/3) ก็เท่ากับว่าเราสูญเสียรายได้ที่ควรได้จากการท่องเที่ยวไปราว 204,542 - 235,110 ล้านบาท ดังนั้นการสูญเสียโอกาสเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดความฝืดเคืองในระบบเศรษฐกิจของไทย การที่จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลง ทำให้การใช้โรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวและบันเทิงน้อยลง คนจะตกงานมากขึ้น เศรษฐกิจก็จะไม่ดี และทำให้การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ท่องเที่ยวก็จะลดลงโดยเฉพาะในกลุ่ม คนทำงานซึ่งเป็นคนไทยจากต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานในพื้นที่จะลดลงไปตามลำดับ ด้วย
การท่องเที่ยวจึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยในปี 2557 จะชะลอตัวลง การเปิดตัวของอสังหาริมทรัพย์ที่หวังจะให้สามารถขายได้ตามแผนในเวลาอันสั้น อาจจะต้องยืดเวลาออกไปบ้าง ต้องกันความเสี่ยง (Risk Premium) ไว้ระดับหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดความสุ่มเสี่ยงในการลงทุนจนเกินไป
การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินของโครงการอสังหาริมทรัพย์ นั้น นอกจากจะใช้เพื่อการวางแผนการพัฒนาโครงการแล้ว ยังใช้เพื่อการขอรับสินเชื่อจากสถาบันการเงินอีกด้วย และในปัจจุบัน การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มักต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงินเป็นสำคัญ
สถาบันการเงินจะวิเคราะห์สินเชื่ออย่างไร เป็นประเด็นสำคัญที่การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินจำเป็นต้องพิจารณา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการวิเคราะห์สินเชื่อ โครงการที่มีความเป็นไปได้ทางการเงินจริงเท่านั้นจึงจะได้รับการอำนวยสิน เชื่อจากสถาบันการเงิน ไม่เช่นนั้นสถาบันการเงินนั้น ๆ ก็อาจประสบความล้มเหลวได้ บางส่วนของการวิเคราะห์สินเชื่ออาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเงินโดยตรง แต่ส่วนมากจะเกี่ยวข้อง และแม้ในส่วนที่เกี่ยวกับการตลาดและอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่ผู้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินจะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ
การศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน และการวิเคราะห์สินเชื่อพร้อมกับการอำนวยสินเชื่อจึงพึงศึกษาไปด้วยกัน และทำให้กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินมีความสมบูรณ์แบบและใช้ได้ จริงในภาคปฏิบัติจากการพิจารณาข้อคำนึงถึงต่าง ๆ ในกระบวนการอำนวยสินเชื่อ ซึ่งเริ่มต้นที่การวิเคราะห์สินเชื่อ โดยหลักการวิเคราะห์สินเชื่อ 5C การวิเคราะห์สินเชื่อเป็นส่วนหนึ่งการวิเคราะห์ความเสี่ยง ในที่นี้ใช้หลัก 5C ได้แก่ Character, Capital, Capacity, Collateral และ Condition ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
1. Character: ผู้กู้ ลูกค้า ที่มาขอกู้เงินจากสถาบันการเงินควรเป็นคนซื่อสัตย์ น่าเชื่อถือ มีความตั้งใจจริง และมีฐานะทางด้านการเงินดีพอ นอกจากนี้ยังต้องเป็นคนที่มีความรู้และประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตไปได้ตลอดรอดฝั่ง ในการวิเคราะห์ผู้กู้ จากภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และบริษัทขนาดใหญ่ก็อาจจะแตกต่างกันไปพอสมควร ธุรกิจขนาดเล็กกว่าอาจมีความเสี่ยงมากกว่า ขณะเดียวกันธุรกิจขนาดใหญ่ก็อาจมีความสลับซับซ้อนทำให้การวิเคราะห์ยากลำบาก อาจไม่สามารถวิเคราะห์ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง
2. Capital: เงินลงทุน เงิน ลงทุนที่เพียงพอของผู้กู้แสดงถึงความมั่นใจของสถาบันการเงินต่อผู้กู้ และยังแสดงถึงความมุ่งมั่นและผูกพันกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มาขอกู้อีก ด้วย ดังนั้น ในการวิเคราะห์จึงมุ่งไปที่เงินทุนของตนเอง (Share Capital / Owners’ Equity) ที่มาร่วมลงทุนกับโครงการในสัดส่วนที่สูงเพียงพอที่จะไม่ทำให้ความเสี่ยงทาง การเงิน (Financial Risks) ของโครงการสูงมากจนธนาคารรับไม่ได้ ประเด็นนี้จึงให้ความสำคัญแก่การ วิเคราะห์สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ของโครงการ ตามที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้
ในเรื่องรายละเอียดของสัดส่วนหนี้สินต่อทุนนั้น ผู้ประกอบการมักต้องการให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงด้วยเหตุผลที่จะได้มีเงิน เพียงพอใช้สอยอย่างคล่องตัว และเป็นความน่าเชื่อถือประการหนึ่งที่มีเงินหมุนเวียนสูง อีกทั้งยังทำให้ใช้เงินตนเองน้อยลง ส่งความเสี่ยงไปที่สถาบันการเงินเป็นหลัก แต่ข้อเสียก็คืออาจมีการนำเงินไปใช้ผิดประเภท หรือ ทำให้ผู้กู้ประมาทได้
แต่สถาบันการเงิน มักจะให้ความสำคัญแก่การที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ เพราะเป็นการลดความเสี่ยงของตนนอกจากนั้น ยังอาจทำให้มีเงินทุนเพียงพอสำหรับผู้กู้มากรายยิ่งขึ้น แต่ข้อเสียก็คือผู้ประกอบการอาจไม่มาขอใช้บริการเพราะสถาบันการเงินแห่งนั้น อาจป้องกันความเสี่ยงจนสูงเกินไป กระทั่งไม่อาจดึงดูดความสนใจในการขอใช้บริการของผู้ประกอบการ
3. Capacity: ความสามารถในการชำระหนี้ การ วิเคราะห์ในส่วนนี้มุ่งที่ว่าโครงการนั้นต้องมีกำไรและอัตราผลตอบแทนจากการ ลงทุนสูงกว่าต้นทุนของทุน (Cost of Capital) ของโครงการ และต้องมีกระแสเงินสดมากพอที่จะชำระหนี้คืนธนาคารได้ตามเงื่อนไข ดังนั้น ในการวิเคราะห์ทางการเงินจึงต้องแสดงผลของการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทน และการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน ฯลฯ เพื่อให้เห็นความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด (Cash Flow Analysis) จึงต้องดำเนินการอย่างรัดกุม
4. Collateral - หลักประกันการให้กู้ยืม ใน กรณีอสังหาริมทรัพย์นี้ ส่วนมากจะหมายถึงที่ดินโครงการ และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่ผู้บริหารหรือเจ้าของโครงการนำมาเป็นหลัก ทรัพย์ค้ำประกัน มูลค่าของหลักประกันที่เพียงพอจะเป็นเครื่องประกันความเสี่ยงของสถาบันการ เงินโดยตรง สำหรับในรายละเอียดแล้ว การที่สถาบันการเงินจะสามารถบริหารหรือลดความเสี่ยงในการให้สินเชื่อได้ เพียงใดนั้น ขึ้นกับปริมาณและคุณภาพของข้อมูลที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์สินเชื่อ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ดีพอ เช่น รายงานการประเมินค่าทรัพย์สินที่ประเมินผิดพลาด จนได้ราคาสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงมาก
5. Conditions: ปัจจัยภายนอกต่างๆ
กรณีนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับการเงินโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับสภาพทางด้านเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม ปัญหาสงคราม และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่มีผลกระทบต่อความเป็นไปได้ของโครงการลงทุน โดยเฉพาะในปัจจุบัน เรื่องสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากต่อการลงทุน ผู้ประกอบการรวมทั้งสถาบันการเงินจึงต้องศึกษาให้ดี จะได้ไม่เกิดความเสี่ยงที่สูงเกินไปจนไม่สามารถพัฒนาโครงการได้
สำหรับแนวทางการอำนวยสินเชื่อ สถาบันการเงินมักจะพิจารณาตามหลักการ 4 P’s อันประกอบไปด้วย Purpose, Principle, Protection และ People ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
1. Purpose: วัตถุประสงค์ของการขอกู้ การ ตัดสินใจอำนวยสินเชื่อให้แก่โครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ สถาบันการเงินจะต้องเห็นพ้องกับวัตถุประสงค์ของการใช้เงินที่เหมาะสม ทั้งนี้เพราะเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ต้องสนใจ หากมีความชัดเจนแล้ว สถาบันการเงินก็จะอำนวยสินเชื่อเป็น 2 ลักษณะคือ ประการแรกอาจเป็นเงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน (Working Capital) ได้แก่การนำเงินไปใช้สำหรับซื้อวัตถุดิบกับจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และประการที่สองอาจเป็นเงินกู้ยืมระยะยาวเพื่อลงทุนในทรัพย์สินถาวร (Term Loans) ได้แก่การนำเงินไปใช้ลงทุนในทรัพย์สินประเภททุน (Capital Goods) เช่น จัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างอาคารสำนักงาน เป็นต้น
2. Principal –จำนวนเงินต้นที่ให้กู้ ประเด็น สำคัญอยู่ที่สัดส่วนระหว่างเงินกู้กับส่วนของเงินลงทุนของเจ้าของโครงการ นั่นเอง (Debt to Equity Ratio) ในดุลพินิจของสถาบันการเงินนั้น ผู้กู้ต้องมีเงินลงทุนของตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่า มีฐานะทางด้านการเงินดีพอที่จะทำให้โครงการอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นได้ มีความผูกพันกับโครงการของตนเอง และมีเงินทุนพอที่จะมาแบกรับความเสียหายของโครงการที่อาจจะเกิดขึ้นได้ใน ระดับหนึ่ง สถาบันการเงินใด ๆ ก็ตาม คงไม่ยินดีที่จะให้กู้เกือบ 100 %
3. Protection - การป้องกันความเสียหาย ใน การอำนวยสินเชื่อ สถาบันการเงินจะพิจารณาเรียกหลักประกันจำนวนหนึ่งจากผู้กู้เสมอ แม้ว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ จะมีความเป็นไปได้ทางการเงินและอื่น ๆ สูงมากเพียงใดก็ตาม แต่โดยที่มีความเสี่ยงอยู่โดยรอบ สถาบันเงินจึงต้องป้องกันตัว หรือมี Protection หลักทรัพย์ที่สถาบันการเงินพึงรับไว้ประกันความเสี่ยงได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังอาจเป็นการนำใบหุ้น เงินฝาก การโอนสิทธิ์บางอย่าง และใบกรมธรรม์ประกันภัยหรือประกันชีวิตเป็นต้น มาเป็นหลักทรัพย์ด้วย รวมทั้งการค้ำประกันส่วนบุคคล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนโยบายการอำนวยสินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงิน
4. People - ลูกค้าผู้ขอกู้ ใน ที่นี้ก็หมายถึงบุคคลหรือวิสาหกิจที่ขอกู้ เช่น บริษัทพัฒนาที่ดินนั้น ๆ และหมายรวมตั้งแต่ตัวบริษัท ผู้บริหารบริษัท หรือผู้ที่ทำงานบริหารการตลาดและการขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ เพื่อการประสานงาน และการอำนวยสินเชื่อในภาคปฏิบัติ โดยทั่วไป การทำให้สถาบันเชื่อถือลูกค้าเป็นหนทางสำคัญในการได้รับการอำนวยสินเชื่อ
สถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยและแนวโน้ม
จากวารสารธนาคารอาคารสงเคราะห์ฉบับที่ 78 กรกฎาคม - กันยายน 2557 พบว่า ในรอบ20ปีสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในช่วง20ปี (2537-2556) สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือของสถาบันการเงินทั้งระบบมีการขยายตัว เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยในปี 2537 มีจำนวนกว่า 4.4 แสนล้านบาทในปี 2547 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อมาในปี 2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 ล้านล้านบาท และในปี 2556 มีจำนวนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท
สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือ ณ ไตรมาส 2 ปี 2557
มีจำนวนกว่า 2.6ล้านล้านบาท ณ ไตรมาส 2
ของปี2557สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือของสถาบันการเงินทั้งระบบมี
จำนวนทั้งสิ้น 2,675,537
ล้านบาทในจำนวนนี้เป็นของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจำนวน 1,579,602
ล้านบาทในขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์มีจำนวน 753,202ล้าบาท
สำหรับภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ ในรอบ 20 ปี สถาบันการเงินทั้งระบบปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่กว่า3.6ล้านล้านบาท ในช่วง 20 ปี (2537-2556) สถาบันการเงินทั้งระบบได้มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ จำนวนกว่า 3.6 ล้านล้านบาทโดยในช่วงปี 2538-2551 มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่เฉลี่ยกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีจนกระทั่งในปี 2552-2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี ปี 2555 ได้เพิ่มเป็นกว่า 4 แสนล้านบาท และในปี 2556 ได้เพิ่มขึ้นทะลุกว่า5แสนล้านบาทซึ่งถือว่ามีการขยายตัวที่สูงเป็น ประวัติการณ์
สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ครึ่งแรกปี 2557 มีจำนวนกว่า 2.6 แสนล้านบาทคาดทั้งปีมีจำนวนกว่า5แสนล้านบาท ในครึ่งแรกของปี 2557 สถาบันการเงินทั้งระบบได้มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 260,494 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2556 ซึ่งมีจำนวน 248,962 ล้านบาทร้อยละ 4.6 ในจำนวนนี้เป็นของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจำนวน 151,684 ล้านบาท ในขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์สามารถปล่อยได้จำนวน 65,589 ล้านบาท สำหรับในปี 2557 ทั้งปีคาดว่าสถาบันการเงินทั้งระบบจะสามารถปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ ได้จำนวนกว่า5แสนล้านบาทใกล้เคียงกับปี 2556ที่ผ่านมา
สำหรับด้านกลยุทธ์นั้น กลยุทธ์การตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี
2557 ธนาคารเกือบทุกแห่ง
ยังคงเข้ามาแข่งขันในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้
เพราะแต่ละสถาบันการเงินต้องการเร่งยอดปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ให้ได้ตามเป้าหมาย หลังจากในไตรมาสแรกได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง
โดยมีการปรับกลยุทธ์หันไปขยายตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น
โดยเฉพาะพื้นที่แถวภาคอีสานตามหัวเมืองขนาดใหญ่
โดยใช้กลยุทธ์ทำการตลาดและเสนอโปรโมชั่น
ร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่
เน้นขยายฐานกลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
รวมถึงกลุ่มพนักงานของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินเดือนผ่านธนาคาร
เพื่อต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทอื่นๆ
โดยเสนอขายแบบไขว้ผลิตภัณฑ์ (Cross Sale) มากขึ้น ทั้งสินเชื่อบ้าน
สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อรถยนต์ เป็นต้น
และมุ่งปรับปรุงระบบการอนุมัติสินเชื่อให้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ยังมีแคมเปญโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ย 0%
ตามงานมหกรรมต่างๆ ด้วย
สำหรับกลยุทธ์หลัก ๆ ที่ อ.พัลลภ กฤตยานวัช ที่ปรึกษาด้านกิจการพิเศษ ธนาคารอาคารสงเคราะห์สรุปไว้มีดังนี้:
1. กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา
2. กลยุทธ์ด้านการคำนวณเงินงวดรายเดือน
3. กลยุทธ์ด้านการชำระเงินงวดที่ยืดหยุ่นหลากหลาย
4. กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย
5. กลยุทธ์ด้านการแข่งขันนวัตกรรมใหม่ๆทางการตลาด
6. กลยุทธ์การขยายช่องทางการขายสินเชื่อที่อยู่อาศัย
7. กลยุทธ์ด้านความรวดเร็วในการอนุมัติกู้
8. กลยุทธ์การร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ
9. กลยุทธ์การส่งเสริมการขาย
10. กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพและบริการที่ดีของพนักงาน
11. การให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องบ้านและสินเชื่อ (Home Counseling Center)
12. การจัดงานมหกรรม
13. กลยุทธ์CSR
การแข่งขันที่เดือดหนักเช่นนี้จะสร้างความเปราะบางแก่ระบบ เศรษฐกิจเช่นกัน ทั้งนี้ในขณะนี้การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ในปัจจุบันแข่งขันกัน ปล่อยกู้กันอย่างมาก สถาบันการเงินหลายแห่งให้กู้สูงถึง 100% หรือ 110% ของมูลค่าตลาด ซึ่งหากเกิดวิกฤติเงินฝืดขึ้นมา ก็อาจทำให้สถาบันการเงินล้มลงเช่นในยุคก่อนได้ ผู้จะซื้อบ้าน นักลงทุน สถาบันการเงิน ตลอดจนธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลจึงต้องพยายามประคับประคอบระบบสินเชื่อ ที่อยู่อาศัยให้ดีเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป
อสังหาริมทรัพย์ปี 2558 จะเป็นปีทอง?
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2557 (มกราคม - สิงหาคม 2557) มีการเปิดตัวโครงการใหม่ถึง 272 โครงการ เฉลี่ยเดือนละ 34 โครงการ รวม 77,626 หน่วย มูลค่า 235,515 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหน่วยละ 3.034 ล้านบาท หากประมาณการทั้งปี 2557 น่าจะมีหน่วยขายเปิดใหม่ 105,571 หน่วย รวมมูลค่า 320,300 ล้านบาท หรือหน่วยละ 3.028 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่มีหน่วยเปิดใหม่ 131,645 หน่วย ที่มูลค่า 385,447 ล้านบาท จะพบว่าในปี 2557 ทั้งปีนี้ จะมีหน่วยขายเปิดลดลงประมาณ 20% และมูลค่าการพัฒนาลดลงประมาณ 17% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ณ กลางปี 2557 ที่คาดว่าตลอดปี 2557 นี้หน่วยขายเปิดใหม่ จะลดลงประมาณ 24% และมูลค่าการพัฒนาลดลงประมาณ 28% แสดงว่าสถานการณ์หลังความวุ่นวายทางการเมืองในครึ่งหลังปี 2557 ดีชึ้นกว่าครึ่งปีแรก
ส่วนที่ระบุว่า "ในปีหน้าจะเป็นปีทองของอสังหาริมทรัพย์ที่จะเติบโตดีที่สุดในรอบ 16-20 ปี โดยมีปัจจัยบวกมาจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่คาดว่าจะแล้วเสร็จปีหน้าหลายสาย ทำให้กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้น และการเปิดเออีซี" นั้น มีข้อเห็นแย้งคือ
1. ที่ว่ารถไฟฟ้าที่จะเสร็จในปี 2558 นั้น อาจยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากความล่าช้า หรือแม้สร้างเสร็จแล้ว ที่ผ่านมาก็เปิดวิ่งไม่ได้ ทำให้ไม่เกิดผลชัดเจน
2. การเสร็จของรถไฟฟ้า ไม่ได้ทำให้กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้นแต่อย่างใด
3. การเปิดเออีซีก็จะเริ่มในปี 2559 ไม่ได้ส่งผลในช่วงปี 2558 แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามอสังหาริมทรัพย์ปี 2558 น่าจะดีกว่าปี 2557 เพราะหมดปัจจัยทางการเมือง อาจกล่าวได้ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่าน มาทำลายเศรษฐกิจย่อยยับไปถึง 420,000 ล้านบาท ทั้งนี้คำนวณจากว่ารายได้ประชาชาติของไทยเท่ากับ 12 ล้านล้านบาท ในปี 2557 ซึ่งควรจะเติบโตราว 5% เช่นเดียวกับประเทศอื่นในอาเซียน แต่กลับลดลงเหลือ 1.5% เพราะการที่ประเทศไทยเราไม่อาจรอมชอมกันได้ ไม่สามารถตกลงในแนวทางสันติวิธีด้วยการเลือกตั้งได้เช่นทั่วโลก และมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยไร้ขื่อแปยาวนานถึง 8 เดือน ดังนั้นเศรษฐกิจจึงทรุด
การทรุดลงไปถึง 3.5% (5% ที่คาดหวัง ลบด้วย 1.5% ที่ประมาณการสำหรับปีนี้) ของ 12 ล้านล้านบาท จึงเท่ากับเงินหายไปจากระบบประมาณ 420,000 ล้านบาท การนี้จึงทำให้กำลังซื้อหดตัวลง ข้อดีคือไม่เกิดฟองสบู่ ส่วนข้อเสียคือกำลังซื้อฝืดลง การวางแผนทางการเงินและการขายของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินต้องเพิ่มความระมัด ระวัง เพราะมีความเสี่ยงในการขายช้าลงกว่าแต่กว่า
อาจกล่าวได้ว่าในปี 2558 แม้น่าจะเติบโตกว่าปี 2557 แต่ก็ยังไม่เกิดฟองสบู่ แต่มีข้อเตือนภัยสำคัญก็คือ
1. การประกาศกฎอัยการศึก ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามาประเทศไทยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีบางฝ่ายอ้างว่าการมีกฎอัยการศึก ทำให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น แต่ก็อาจไม่จริง ยังมีการข่มขืน ภาคใต้ประกาศกฎอัยการศึกมานาน ก็ยังไม่สงบ ที่สำคัญนักท่องเที่ยวย่อมตระหนักดีว่า หากประเทศสงบจริง จะคงกฎอัยการศึกไว้ทำไม ด้วยกฎอัยการศึกนี้จึงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในรอบ 8 เดือนแรกของปี 2557 ลดลงถึง 16% หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จำนวนนักท่องเที่ยวคงหายไป 4 ล้านคน และในความเป็นจริงควรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2 ล้านคน ดังนั้นก็เท่ากับนักท่องเที่ยวหายไป 6 ล้านคน ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหดตัวเป็นอย่างหนัก โดยคนหนึ่งใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยว 40,000 บาท ก็เท่ากับเงินหายไป 240,000 ล้านบาท
2. หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้โอกาสการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์จะลดลง กำลังซื้อที่คาดว่าจะมีก็อาจ "เหือดหาย" ไปในปี 2558 ก็ได้ บริษัทพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ที่คาดการณ์ว่าจะเปิดตัวโครงการมากมายในปี 2558 อาจ "ผิดแผน" และต้องปรับตัวใหม่ก็ได้
3. การส่งออกคงไม่เจริญเติบโต ทำให้เศรษฐกิจไม่มีเงินหมุนเวียนจากต่างประเทศ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งหดตัวลง ประเทศจะเจริญได้ต้องอาศัยการส่งออก ไม่ใช่อาศัยนโยบาย "อัฐยายซื้อขนมยาย" อย่างเด็ดขาด การส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นเพียงนโยบายชั่วคราวแบบ "ไฟไหม้ฟาง"
4. การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งในปัจจุบันแข่งขันกันปล่อยกู้กันอย่างมาก สถาบันการเงินหลายแห่งให้กู้ สูงถึง 100% หรือ 110% ของมูลค่าตลาด ซึ่งหากเกิดวิกฤติเงินฝืดขึ้นมา ก็อาจทำให้สถาบันการเงินล้มลงเช่นในยุคก่อนได้
5. ยิ่งกว่านั้นหากเกิดความไม่สงบรอบใหม่เพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจได้อย่างได้ผลชะงัด จริงตามที่อาสามาทำงาน ก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงและความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
การวางแผนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการวางแผนการซื้ออสังหาริม ทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย การลงทุนจึงต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
ราคาที่ดินจะเป็นอย่างไร
ราคาที่ดินที่มีขายสูงถึง 1.9 ล้านบาทในช่วงปลายปี 2557 นั้น ตามสถิติการซื้อขายล่าสุดมีซื้อถึง 1.7 ล้านบาทต่อตารางวาโดยบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง เพื่อนำไปพัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย อย่างไรก็ตามราคาที่มีการประกาศขายมี สูงถึง 2.0 ล้านบาทหรือมากกว่านี้ต่อตารางวาด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามราคาสูงสุดที่ควรจะ เป็นตามมูลค่าตลาดหรือศักยภาพที่นำไปใช้ประกอบการในเชิงพาณิชย์นั้น ควรเป็นราคาประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา ณ บริเวณรอบๆ รถไฟฟ้าสยามสแควร์ เพลินจิต และชิดลม ส่วนบริเวณรอบสถานีรถไฟฟ้านานา อโศก ยังลดหลั่นลงมา ไม่ถึง 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา
ฐานในการคำนวณมูลค่าที่ควรจะเป็นพิจารณาจากการประกอบการเป็นศูนย์ การค้าที่สามารถเช่าได้ในราคาประมาณ 3,500 - 5,000 บาท ซึ่งน่าจะเป็นการพัฒนาที่สะท้อนถึงมูลค่าที่ดินที่ประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อตารางวา หากซื้อที่ดินในราคานี้ไปพัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย ก็น่าจะต้องขายในราคามากกว่า 220,000 บาทต่อตารางเมตร อย่างไรก็ตามในปัจจุบันในเขตกรุงเทพมหานครมีอาคารชุดพัก อาศัยที่ขาย ณ ราคาเกือบ 400,000 บาทต่อตารางเมตรในบางทำเลที่มีข้อได้เปรียบโดนเด่นพิเศษ
เมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินทางราชการที่ประเมินโดยกรมธนารักษ์ ราคาประเมินสูงสุดเป็นเงินตารางวาละ 850,000 บาทในพื้นที่สีลม ซึ่งศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ประเมินไว้ตามราคาตลาดประมาณ 1.4 ล้านบาท หรือต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 39% ส่วนพื้นที่ที่ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ประเมินไว้สูงสุด 1.7 ล้านบาทบริเวณสยาม เพลินจิตชิดลมนั้น ทางราชการประเมินไว้เป็นเงิน 800,000 บาท หรือ เพียง 47% ของราคาตลาดเท่านั้น
ราคาประเมินของทางราชการจึงไม่สามารถนำไปซื้อขายได้ในตลาดเปิด เพราะไม่ได้สะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริง และแม้ในบางบริเวณราคาประเมินทางราชการจะปรับเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่ารอบ 4 ปี แต่ก็ยังไม่อาจปรับได้ทันราคาตลาดที่แท้จริง ราคาประเมินทางราชการเป็นเพียง ราคาเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และไม่มีสัดส่วนที่แน่นอนระหว่างราคาประเมินทางราชการกับราคาตลาดแต่อย่างใด
ท่องเที่ยวไม่แจ่มใส เศรษฐกิจและอสังหาฯ ชลอ
ในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2557 จะพบว่า นักท่องเที่ยวจากจีนยังมาเป็นอันดับ 1 คือ 3,097,436 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนที่มา 3,748,703 ล้านคนถึง 17.37% มาเลเซียก็เข้ามาลดลงจากเดิมถึง 19.28% ญี่ปุ่นและเกาหลีก็เข้ามาน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก รวมทั้งอินเดียและสิงคโปร์ การที่นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ "กระเป๋าหนัก" เข้ามาน้อยลง ย่อมทำให้การใช้จ่ายในประเทศไทยน้อยลง ตารางต่อไปนี้แสดงถึงอันดับ 20 ประเทศแรกที่เข้ามาเที่ยวไทยมากที่สุดในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมาของปี 2557
อย่างไรก็ตามโดยที่ในความเป็นจริงปี 2557 แย่กว่าปี 2556 ตามสมมติฐานที่ 1, 2 และ 3 (2557/1, 2557/2 และ 2557/3) ก็เท่ากับว่าเราสูญเสียรายได้ที่ควรได้จากการท่องเที่ยวไปราว 204,542 - 235,110 ล้านบาท ดังนั้นการสูญเสียโอกาสเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดความฝืดเคืองในระบบเศรษฐกิจของไทย การที่จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลง ทำให้การใช้โรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวและบันเทิงน้อยลง คนจะตกงานมากขึ้น เศรษฐกิจก็จะไม่ดี และทำให้การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ท่องเที่ยวก็จะลดลงโดยเฉพาะในกลุ่ม คนทำงานซึ่งเป็นคนไทยจากต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานในพื้นที่จะลดลงไปตามลำดับ ด้วย
การท่องเที่ยวจึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยในปี 2557 จะชะลอตัวลง การเปิดตัวของอสังหาริมทรัพย์ที่หวังจะให้สามารถขายได้ตามแผนในเวลาอันสั้น อาจจะต้องยืดเวลาออกไปบ้าง ต้องกันความเสี่ยง (Risk Premium) ไว้ระดับหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดความสุ่มเสี่ยงในการลงทุนจนเกินไป
การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินของโครงการอสังหาริมทรัพย์ นั้น นอกจากจะใช้เพื่อการวางแผนการพัฒนาโครงการแล้ว ยังใช้เพื่อการขอรับสินเชื่อจากสถาบันการเงินอีกด้วย และในปัจจุบัน การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มักต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงินเป็นสำคัญ
สถาบันการเงินจะวิเคราะห์สินเชื่ออย่างไร เป็นประเด็นสำคัญที่การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินจำเป็นต้องพิจารณา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการวิเคราะห์สินเชื่อ โครงการที่มีความเป็นไปได้ทางการเงินจริงเท่านั้นจึงจะได้รับการอำนวยสิน เชื่อจากสถาบันการเงิน ไม่เช่นนั้นสถาบันการเงินนั้น ๆ ก็อาจประสบความล้มเหลวได้ บางส่วนของการวิเคราะห์สินเชื่ออาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเงินโดยตรง แต่ส่วนมากจะเกี่ยวข้อง และแม้ในส่วนที่เกี่ยวกับการตลาดและอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่ผู้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินจะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ
การศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน และการวิเคราะห์สินเชื่อพร้อมกับการอำนวยสินเชื่อจึงพึงศึกษาไปด้วยกัน และทำให้กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินมีความสมบูรณ์แบบและใช้ได้ จริงในภาคปฏิบัติจากการพิจารณาข้อคำนึงถึงต่าง ๆ ในกระบวนการอำนวยสินเชื่อ ซึ่งเริ่มต้นที่การวิเคราะห์สินเชื่อ โดยหลักการวิเคราะห์สินเชื่อ 5C การวิเคราะห์สินเชื่อเป็นส่วนหนึ่งการวิเคราะห์ความเสี่ยง ในที่นี้ใช้หลัก 5C ได้แก่ Character, Capital, Capacity, Collateral และ Condition ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
1. Character: ผู้กู้ ลูกค้า ที่มาขอกู้เงินจากสถาบันการเงินควรเป็นคนซื่อสัตย์ น่าเชื่อถือ มีความตั้งใจจริง และมีฐานะทางด้านการเงินดีพอ นอกจากนี้ยังต้องเป็นคนที่มีความรู้และประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตไปได้ตลอดรอดฝั่ง ในการวิเคราะห์ผู้กู้ จากภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และบริษัทขนาดใหญ่ก็อาจจะแตกต่างกันไปพอสมควร ธุรกิจขนาดเล็กกว่าอาจมีความเสี่ยงมากกว่า ขณะเดียวกันธุรกิจขนาดใหญ่ก็อาจมีความสลับซับซ้อนทำให้การวิเคราะห์ยากลำบาก อาจไม่สามารถวิเคราะห์ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง
2. Capital: เงินลงทุน เงิน ลงทุนที่เพียงพอของผู้กู้แสดงถึงความมั่นใจของสถาบันการเงินต่อผู้กู้ และยังแสดงถึงความมุ่งมั่นและผูกพันกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มาขอกู้อีก ด้วย ดังนั้น ในการวิเคราะห์จึงมุ่งไปที่เงินทุนของตนเอง (Share Capital / Owners’ Equity) ที่มาร่วมลงทุนกับโครงการในสัดส่วนที่สูงเพียงพอที่จะไม่ทำให้ความเสี่ยงทาง การเงิน (Financial Risks) ของโครงการสูงมากจนธนาคารรับไม่ได้ ประเด็นนี้จึงให้ความสำคัญแก่การ วิเคราะห์สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ของโครงการ ตามที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้
ในเรื่องรายละเอียดของสัดส่วนหนี้สินต่อทุนนั้น ผู้ประกอบการมักต้องการให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงด้วยเหตุผลที่จะได้มีเงิน เพียงพอใช้สอยอย่างคล่องตัว และเป็นความน่าเชื่อถือประการหนึ่งที่มีเงินหมุนเวียนสูง อีกทั้งยังทำให้ใช้เงินตนเองน้อยลง ส่งความเสี่ยงไปที่สถาบันการเงินเป็นหลัก แต่ข้อเสียก็คืออาจมีการนำเงินไปใช้ผิดประเภท หรือ ทำให้ผู้กู้ประมาทได้
แต่สถาบันการเงิน มักจะให้ความสำคัญแก่การที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ เพราะเป็นการลดความเสี่ยงของตนนอกจากนั้น ยังอาจทำให้มีเงินทุนเพียงพอสำหรับผู้กู้มากรายยิ่งขึ้น แต่ข้อเสียก็คือผู้ประกอบการอาจไม่มาขอใช้บริการเพราะสถาบันการเงินแห่งนั้น อาจป้องกันความเสี่ยงจนสูงเกินไป กระทั่งไม่อาจดึงดูดความสนใจในการขอใช้บริการของผู้ประกอบการ
3. Capacity: ความสามารถในการชำระหนี้ การ วิเคราะห์ในส่วนนี้มุ่งที่ว่าโครงการนั้นต้องมีกำไรและอัตราผลตอบแทนจากการ ลงทุนสูงกว่าต้นทุนของทุน (Cost of Capital) ของโครงการ และต้องมีกระแสเงินสดมากพอที่จะชำระหนี้คืนธนาคารได้ตามเงื่อนไข ดังนั้น ในการวิเคราะห์ทางการเงินจึงต้องแสดงผลของการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทน และการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน ฯลฯ เพื่อให้เห็นความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด (Cash Flow Analysis) จึงต้องดำเนินการอย่างรัดกุม
4. Collateral - หลักประกันการให้กู้ยืม ใน กรณีอสังหาริมทรัพย์นี้ ส่วนมากจะหมายถึงที่ดินโครงการ และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่ผู้บริหารหรือเจ้าของโครงการนำมาเป็นหลัก ทรัพย์ค้ำประกัน มูลค่าของหลักประกันที่เพียงพอจะเป็นเครื่องประกันความเสี่ยงของสถาบันการ เงินโดยตรง สำหรับในรายละเอียดแล้ว การที่สถาบันการเงินจะสามารถบริหารหรือลดความเสี่ยงในการให้สินเชื่อได้ เพียงใดนั้น ขึ้นกับปริมาณและคุณภาพของข้อมูลที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์สินเชื่อ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ดีพอ เช่น รายงานการประเมินค่าทรัพย์สินที่ประเมินผิดพลาด จนได้ราคาสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงมาก
5. Conditions: ปัจจัยภายนอกต่างๆ
กรณีนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับการเงินโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับสภาพทางด้านเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม ปัญหาสงคราม และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่มีผลกระทบต่อความเป็นไปได้ของโครงการลงทุน โดยเฉพาะในปัจจุบัน เรื่องสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากต่อการลงทุน ผู้ประกอบการรวมทั้งสถาบันการเงินจึงต้องศึกษาให้ดี จะได้ไม่เกิดความเสี่ยงที่สูงเกินไปจนไม่สามารถพัฒนาโครงการได้
สำหรับแนวทางการอำนวยสินเชื่อ สถาบันการเงินมักจะพิจารณาตามหลักการ 4 P’s อันประกอบไปด้วย Purpose, Principle, Protection และ People ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
1. Purpose: วัตถุประสงค์ของการขอกู้ การ ตัดสินใจอำนวยสินเชื่อให้แก่โครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ สถาบันการเงินจะต้องเห็นพ้องกับวัตถุประสงค์ของการใช้เงินที่เหมาะสม ทั้งนี้เพราะเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ต้องสนใจ หากมีความชัดเจนแล้ว สถาบันการเงินก็จะอำนวยสินเชื่อเป็น 2 ลักษณะคือ ประการแรกอาจเป็นเงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน (Working Capital) ได้แก่การนำเงินไปใช้สำหรับซื้อวัตถุดิบกับจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และประการที่สองอาจเป็นเงินกู้ยืมระยะยาวเพื่อลงทุนในทรัพย์สินถาวร (Term Loans) ได้แก่การนำเงินไปใช้ลงทุนในทรัพย์สินประเภททุน (Capital Goods) เช่น จัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างอาคารสำนักงาน เป็นต้น
2. Principal –จำนวนเงินต้นที่ให้กู้ ประเด็น สำคัญอยู่ที่สัดส่วนระหว่างเงินกู้กับส่วนของเงินลงทุนของเจ้าของโครงการ นั่นเอง (Debt to Equity Ratio) ในดุลพินิจของสถาบันการเงินนั้น ผู้กู้ต้องมีเงินลงทุนของตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่า มีฐานะทางด้านการเงินดีพอที่จะทำให้โครงการอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นได้ มีความผูกพันกับโครงการของตนเอง และมีเงินทุนพอที่จะมาแบกรับความเสียหายของโครงการที่อาจจะเกิดขึ้นได้ใน ระดับหนึ่ง สถาบันการเงินใด ๆ ก็ตาม คงไม่ยินดีที่จะให้กู้เกือบ 100 %
3. Protection - การป้องกันความเสียหาย ใน การอำนวยสินเชื่อ สถาบันการเงินจะพิจารณาเรียกหลักประกันจำนวนหนึ่งจากผู้กู้เสมอ แม้ว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ จะมีความเป็นไปได้ทางการเงินและอื่น ๆ สูงมากเพียงใดก็ตาม แต่โดยที่มีความเสี่ยงอยู่โดยรอบ สถาบันเงินจึงต้องป้องกันตัว หรือมี Protection หลักทรัพย์ที่สถาบันการเงินพึงรับไว้ประกันความเสี่ยงได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังอาจเป็นการนำใบหุ้น เงินฝาก การโอนสิทธิ์บางอย่าง และใบกรมธรรม์ประกันภัยหรือประกันชีวิตเป็นต้น มาเป็นหลักทรัพย์ด้วย รวมทั้งการค้ำประกันส่วนบุคคล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนโยบายการอำนวยสินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงิน
4. People - ลูกค้าผู้ขอกู้ ใน ที่นี้ก็หมายถึงบุคคลหรือวิสาหกิจที่ขอกู้ เช่น บริษัทพัฒนาที่ดินนั้น ๆ และหมายรวมตั้งแต่ตัวบริษัท ผู้บริหารบริษัท หรือผู้ที่ทำงานบริหารการตลาดและการขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ เพื่อการประสานงาน และการอำนวยสินเชื่อในภาคปฏิบัติ โดยทั่วไป การทำให้สถาบันเชื่อถือลูกค้าเป็นหนทางสำคัญในการได้รับการอำนวยสินเชื่อ
สถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยและแนวโน้ม
จากวารสารธนาคารอาคารสงเคราะห์ฉบับที่ 78 กรกฎาคม - กันยายน 2557 พบว่า ในรอบ20ปีสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในช่วง20ปี (2537-2556) สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปคงเหลือของสถาบันการเงินทั้งระบบมีการขยายตัว เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยในปี 2537 มีจำนวนกว่า 4.4 แสนล้านบาทในปี 2547 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อมาในปี 2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 ล้านล้านบาท และในปี 2556 มีจำนวนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท
สำหรับภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ ในรอบ 20 ปี สถาบันการเงินทั้งระบบปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่กว่า3.6ล้านล้านบาท ในช่วง 20 ปี (2537-2556) สถาบันการเงินทั้งระบบได้มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ จำนวนกว่า 3.6 ล้านล้านบาทโดยในช่วงปี 2538-2551 มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่เฉลี่ยกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีจนกระทั่งในปี 2552-2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี ปี 2555 ได้เพิ่มเป็นกว่า 4 แสนล้านบาท และในปี 2556 ได้เพิ่มขึ้นทะลุกว่า5แสนล้านบาทซึ่งถือว่ามีการขยายตัวที่สูงเป็น ประวัติการณ์
สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไปปล่อยใหม่ครึ่งแรกปี 2557 มีจำนวนกว่า 2.6 แสนล้านบาทคาดทั้งปีมีจำนวนกว่า5แสนล้านบาท ในครึ่งแรกของปี 2557 สถาบันการเงินทั้งระบบได้มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 260,494 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2556 ซึ่งมีจำนวน 248,962 ล้านบาทร้อยละ 4.6 ในจำนวนนี้เป็นของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจำนวน 151,684 ล้านบาท ในขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์สามารถปล่อยได้จำนวน 65,589 ล้านบาท สำหรับในปี 2557 ทั้งปีคาดว่าสถาบันการเงินทั้งระบบจะสามารถปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ ได้จำนวนกว่า5แสนล้านบาทใกล้เคียงกับปี 2556ที่ผ่านมา
สำหรับกลยุทธ์หลัก ๆ ที่ อ.พัลลภ กฤตยานวัช ที่ปรึกษาด้านกิจการพิเศษ ธนาคารอาคารสงเคราะห์สรุปไว้มีดังนี้:
1. กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา
2. กลยุทธ์ด้านการคำนวณเงินงวดรายเดือน
3. กลยุทธ์ด้านการชำระเงินงวดที่ยืดหยุ่นหลากหลาย
4. กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย
5. กลยุทธ์ด้านการแข่งขันนวัตกรรมใหม่ๆทางการตลาด
6. กลยุทธ์การขยายช่องทางการขายสินเชื่อที่อยู่อาศัย
7. กลยุทธ์ด้านความรวดเร็วในการอนุมัติกู้
8. กลยุทธ์การร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ
9. กลยุทธ์การส่งเสริมการขาย
10. กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพและบริการที่ดีของพนักงาน
11. การให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องบ้านและสินเชื่อ (Home Counseling Center)
12. การจัดงานมหกรรม
13. กลยุทธ์CSR
การแข่งขันที่เดือดหนักเช่นนี้จะสร้างความเปราะบางแก่ระบบ เศรษฐกิจเช่นกัน ทั้งนี้ในขณะนี้การอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ในปัจจุบันแข่งขันกัน ปล่อยกู้กันอย่างมาก สถาบันการเงินหลายแห่งให้กู้สูงถึง 100% หรือ 110% ของมูลค่าตลาด ซึ่งหากเกิดวิกฤติเงินฝืดขึ้นมา ก็อาจทำให้สถาบันการเงินล้มลงเช่นในยุคก่อนได้ ผู้จะซื้อบ้าน นักลงทุน สถาบันการเงิน ตลอดจนธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลจึงต้องพยายามประคับประคอบระบบสินเชื่อ ที่อยู่อาศัยให้ดีเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป
ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับ ปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับ ปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน
เขียนโดย
ดร.สมัย เหมมั่น นักธุรกิจจัดสรร
ที่
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
Grand Home Project Learning Center and senior Complex Changmai , Patchaboon, Nontaburi, Naconratchasima, and Naconpatom
Grand Home Project Learning Center and senior Complex Changmai , Patchaboon, Nontaburi, Naconratchasima, and Naconpato...
-
Grand Home Project Condominium and Union Complex Teacher Saving Cooperative (Korat Model), Nonthaburi Province, Grand Home Proj...
-
Grand Home Project Learning Center and senior Complex Changmai , Patchaboon, Nontaburi, Naconratchasima, and Naconpato...
-
แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14 พฤศจิกายน 2557 ตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ 2558 AREA แถลง ฉบับที่ 180/2557: 14...








